๏ ดูเหมือนว่ายังมีอยู่ไม่น้อย
ในแสงสีอ้อยสร้อยของเช้าสาง
ในม่านหมอกห่มแดดจางจาง
เลือนรางอยู่ตรงหน้า เกินตาแล
ดูเหมือนว่ายังเย้าแย้มยังแจ่มชัด
ริ้วรอยปลายพู่กันตวัดและปัดแช่
เป็นหมื่นแสนลายเส้นของความปรวนแปร
มาดหมายแม้หม่นจางแม้รางเลือน
ยังมีอยู่เหมือนตะกอนของม่อนหมอก
ยั่วหลอกและเยือนเย้าการเคล้าเคลื่อน
จางหายและคงอยู่เมื่อตรู่เตือน
ว่ารางเลือนเพียงครู่ค่ำในคำนึง
ยังมีอยู่คล้ายก้อนกลมของอมยิ้ม
ที่เด็กเด็กเลียลิ้ม ยิ้มและบึ้ง
เลียบ่อยก็กลัวหมดอดใจจึง
ค่อยค่อยคลึงก้อนน้อย ค่อยค่อยเลีย
ยังมีอยู่เยี่ยงสายลมสิ้นวัสสา
หอบฝนพามาโปรยก็โรยเสีย
สั่งลาฟ้าร่ำพะนออยู่คลอเคลีย
เกลี่ยปอยเมฆโปรยหว่าน การจากลา
ดูเหมือนว่ายังมีอยู่ไม่มาก
หมื่นพันการจากพรากจึงมากค่า
เหลืออยู่กับเม็ดทรายนาฬิกา
ในโถแก้วกาลเวลาที่ปร่าร้าว
เหลืออยู่กับเกรอะกาลของจานสี
ในเรียงร้อยถ้อยวลีและลมหนาว
ในทำนองของปีกนกและแสงดาว
ผ่าวผ่าวและแผ่วงาม..ความทรงจำฯ
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ poem แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ poem แสดงบทความทั้งหมด
POEM : รสหวากรากบ้าน
คิดถึงจ้านวานให้หลบไปหาภาพ : ปากบางระโนด Sekesan
พานรำพึงตึงผ้าโนราห์ร่ำ
เสียงทับโหม่งโกร่งกรับจับระบำ
ฉ่ำน้ำฝนเดือนสิบระยิบระยับ
นั่งพร่ำหาจมน้ำตาอยู่ข้างนี้
กี่ปีแล้วผ่านไปมิได้กลับ
เจ้าสายสวาทเอยมาเลยลับ
กับการนับวันวายจะหมายใด
หลาดยังต้องเสียงจอแจอยู่แน่แล้ว
อยากถ้าวคั่วผัดมันแกวยิ่งแล้วใหญ่
แกงส้มปลากดคดข้าวไว้
กลิ่นข้าวมันแกงไก่ยังใหม่มัน
คิดพ่อพรานผ่านบ้านวันชักพระ
กับลีลาเอ๊ะอะแกมะมั่น
เราผูกโยงภาพอันใดไว้ด้วยกัน
ทำไมมันผูกพันกันกระนี้
มิใช่ญาติก็เหมือนโยมเมื่อเยือนเยี่ยม
ดานไม้เคี่ยมทอดผ่านสถานที่
ในรสหวากยากระบายลายวารี
เป็นแสงเสียงดนตรีของผู้คน
คิดถึงจ้านนานโหมละมิโผล่หน้า
การพร่ำหาจักหมายใดไอ้คนด้น
เถลือกไถลไปไกลรากตน
แล้วจะบ่นหาสวรรค์วิมานใดฯ
POEM : เราเร่ร่อนอยู่ในคลื่นผู้คน
๏ ร่อนเร่อยู่ในคลื่นผู้คน
ม้วนกระหวัดพัดวนมิพ้นผ่าน
เบาหวิวปลิวทอดตลอดกาลนาน
ตามแต่คลื่นจักทานจักทดทบ
โหมซัดปัดป่ายส่ายระเนน
โอนเอนราวจะดูมิรู้จบ
กับการจากพรากกันและพานพบ
ริ้วคลื่นกลบเกลี่ยกรายสุดสายตา
เวิ้งว้างนัก เวิ้งว้างนัก
หันแลสักเพียงครู่ดูคุ้นหน้า
กระแสลมกระแสน้ำก็นำพา
ชั่วเวลาอึดใจก็ไกลกัน
อ้างว้างนัก อ้างว้างนัก
กับแรมรอนมิผ่อนพักของนักฝัน
คลื่นกระหน่ำนานกระหนาบอยู่ตราบวัน
คงเท่านั้นที่กระทำประจำมา
ยังร่อนเร่ล่องเลื่อนอยู่เคลื่อนคล้อย
รวนกับโลกโยกลอยอย่างกับว่า
ชีวิตไร้แก่นสารเต็มประดา
เล็กน้อยไร้ค่าและเหลวไหล
เราเร่ร่อนอยู่ในคลื่นผู้คน
ไม่เคยพ้นกับฝุ่นควันเช้าวันใหม่
งามประสบพบกันนั้นเหลือใจ
และการจากพรากไปก็..งดงามฯ
Illustration : The Great Wave off Kanagawa
POEM : แค่สักเสี้ยวนาที
๏ แค่สักเสี้ยวนาทีฟังเสียงนก
สายลมวกเมฆหวานวันฟ้าสวย
อุ่นอายแดดแสดม่วงร่วงระรวย
ฉายฉ่ำชวยโชยชายเป็นสายธาร
เจ้าดอกหญ้าไหวโยกล้อโลกเล่น
งามลึกเร้นซ่อนหลบเมื่อพบผ่าน
กลีบน้อยน้อยดูเข้าสิ เจ้าผลิบาน
ร้อยลมลานปานจะห่มให้ลมโรย
น้อยและนิดชิดเชื่องและเยื้องโยก
หนาวกรรโชกลมสะบัดก็พัดโหย
ปลิวกลีบร่อนว่อนวนหวานลมโบย
เจ้าเชือนโชยโรยลิ่วและปลิวไป
เรี่ยรายทางหว่างเปลี่ยวลมเทียวท่อง
สายแดดต้องก็แห้งหับยับแรงไหว
เหลืองกรอบก้านกรานหักพักดอกใบ
ร่วงรายไหลไปกับธารกาลเวลา
จากอิ่มอวบยวบโรยลงโปรยร่อน
จากต้นอ่อนย้อนแยกล้วนแปลกหน้า
ลำพังตนบนทางทอดตลอดมา
สายลมรางเรื่องค้างคาก็คลี่คลาย
แค่สักเสี้ยวนาทีหนอชีวิต
ก่อนร่องรอยกระจิริดจะเลือนหาย
งามเท่าที่จักงามตามรูปลาย
กับลำแสงสุดท้ายเมื่อปลายวันฯ
ภาพ : https://www.facebook.com/photo.php?fbid=990274937654466&set=a.141515802530388.27504.100000159070509&type=1&theater
POEM : จากอุปนิษัทสู่วัตรปฎิบัติ
๏ จากอุปนิษัทสู่วัตรปฏิบัติ
ชำเลืองแลอัตตา แววตาละห้อย
ขณะเกลียวคลื่นอนัตตาทยอย
โถมทำลายชายฝั่งแห่งนิพพาน ทีล่ะน้อย ทีล่ะน้อย
ความดับสนิทแห่งตัณหา
เวี่ยฟ้าแขวนหมู่เมฆเศร้าสร้อย
โลกียธรรมกระจะกระจ่างค่อยค่อยคล้อย
กับแสงตะวันลอยลัดโพยม
ท่ามเพลิงกาลกำดัดวัฏสงสาร
คุควันอาตมันโจมโถม
แสงหวังพริบพลอยคอยประโลม
แสวงหาโมษธรรมอยู่ใต้กระโจมใจ
แยกต่างและเป็นหนึ่งเดียว
ธารอวิชชาลดเลี้ยวกลางไพรใหญ่
ภูมิทัศน์ขมุกขมัวนั้นหลัวใจ
ไหลลัดสูญลับไปยัง เส้นขอบฟ้า
ฝนลัทธิ ปรัชญา ศาสนาพรูสาย
หนาวสั่นสะท้านกายนั้นกรูกล้า
เหลืออีกแค่น้อยนิดนะเวลา
ฤๅชั่วชีวิตมิพอมาปฎิเวธ
จากห้าร้อยปีก่อนพุทธกาล
ยังพานหาปรมาตมันกันไม่เสร็จ
พิงเชิงตะกอนนั่งลงปลงสังเวช
อาสนะแห่งจริงเท็จลอยเกลื่อนกอง
เบื้องโน้น พระสมณะโคดมบรรลุโพธิญาณ
แสงพระธรรมฉายฉานสะท้อนคันฉ่อง
แห่งวิมุตตาลัยเรืองรอง
อสูร-เทวดาซ้องสาธุการ
เบื้องนี้ อลัชชีบรรลุโลกุตรธนธรรม
เสียงบริกรรมคาถาตัญหาพล่าน
พระพุทธองค์ทรงสละทุกประการ
สังฆะบริวารสะสมทุน
โลกยังหมุนรอบตัวเอง
พาอจินไตยกระเตงกลิ้งหลุนหลุน
กลางอวากาศเวิ้งว้าง ละอองปฏิกูล
สถานีบุญลำใหญ่ ลอยล่อง
และหลุมดำไม่พอจะบรรจุ
สาธุชนผู้บรรลุภูมิธรรมผ่อง
อีกฟากของรูหนอนเสียงหอนร้อง
ของโมกษะ หาใครมองหรือได้ยิน
จนพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน
พุทธศาสนาก็แตกซ่านสลายสิ้น
กลายลัทธิ อิทัปปัจจยตา อาจินต์
กลายกรวด หิน ดิน ลม น้ำ ไฟ
จากอุปนิษัทสู่วัตรปฏิบัติ
สารส่งต่อยังตระบัตรกระหวัดไหว
นิ่งในไม่นิ่ง สิ่งสร้าง บอกบางนัย
ธารน้ำนมไหลไป สู่ดวงดาวฯ
POEM : หยิบ
๏ ผ่านมาจะหยิบไปตามใจต้อง
หรือแค่มองแล้วเผลอคิดพินิจนิ่ง
ภาพกับความ งามกับงาน ผ่านความจริง
ยังไพเราะเพราะพริ้งอยู่หรือไร
หยิบประทังปากท้องพอรองหิว
หรือหอบหิ้วฝากมิตรเรือนชิดใกล้
หรือหยิบสมจมจุนกักตุนไว้
หรือเผื่อเอาไปขายได้ราคา
หรืออาจใครเห็นเข้าไม่เข้าที
สิ้นราศีอับอายจะขายหน้า
หรือลองรื้อด้านล่างดูสักครา
อาจมีลูกใหญ่กว่าน่าสนใจ
หรือแค่วางไว้ล่อพอตกเหยื่อ
ใครหลงเชื่อเบ็ดก็เกี่ยวเหนี่ยวคนไว้
ชิมไปแล้วไม่ซื้อก็กระไร
หรือแง้มไพ่เผื่อตีโง่โปรฯ ดีดี
คิดมากความงามใจวางอยู่กลางเที่ยง
ขยับเบี่ยงชั่วประเดี๋ยวเหลียวดูซิ
เจ้าลิงจ๋อโดดมาหยิบซะดิบดี
ไม่ถึงหนึ่งนาทีก็เปล่าวางฯ
POEM : โค้งรุ้งและคุ้งน้ำ
๏ เป็นโค้งรุ้งคุ้งน้ำของผู้ใด
คราบสียังสดใหม่กระไรนั่น
รินมาเอื่อยเรื่อยผ่านวิมานวัน
หอมลมฝันหวานว่อนชะอ้อนชม
หอมทุ่งท่าป่าทามเมื่อยามฝน
พลิ้วมาหล่นร่วงรายมิคลายฉม
ชื่นก็เท่านั้น ฉ่ำก็เท่านั้น ลั่นระงม
เป็นฝนพรมหล่นพราย นิยายไพร
เป็นริ้วร่องพร่องพลัดกำดัดเมฆ
หรือเฉดเฉกเพนเกรมาเกลี่ยใกล้
อุลตร้ามารีนซ่อนซับไว้
จึงหล่นไหลหลากลามเสียงามงัน
เพลินชมภาพวาบผ่านวันวารว่อน
งามสลับซับซ้อนอยู่ร่อนหลั่น
ช่วงเวลาที่เส้นสายยังส่ายพัน
ปลายพู่กันอุ้มสีค่อยคลี่คลาย
วัยฉกรรจ์วันฉกาจมิอาจหยาม
ลายพู่กันยามตวัดปัดป้าย
โลกและความงามร่ำระบาย
ล้วนคล้ายคล้ายหยิบมาวางอย่างมั่นใจ
คงโค้งรุ้งคุ้งน้ำของวัยหนุ่ม
งามยามพิศพินิจพุ่มพนมไหว
ส่วนของข้าพเจ้าเล่ากระไร
ถูกปลวกรุมกินไปเสียนานแล้วฯ
***
Inspiration : ทำนบฝัน - อิสระ คำวงศ์
Water Color : http://thumbs.dreamstime.com/z/rainbow-abstract-watercolor-drawing-23004320.jpg
POEM : ผ่านพลบค่ำขอหลับตา นิทรารมย์
๏ มองผ่านม่านตาศิลปิน
เห็นและยินสิ่งใดในใจนั่น
รอยพู่กันฉ่ำคราบน้ำคอยย้ำยัน
ความเคลื่อนไหวในเงียบงัน..ตะวันพลบ
มองฉากม่านชีวิตบิดเป็นเกรียว
เหนียวและแน่นแก่นสารลานไขขบ
สายน้ำแห่งความทรงจำเอ่อทำนบ
ร่องรอยของยางลบมิลบรอย
เหนือภาพร่างพรางพร่องทิ้งร่องร่าง
เหลือรางรางว้างไหวไว้อ้อยสร้อย
จริงกว่าจริงสดสดนั้นยดย้อย
เวลาคล้อยผู้คนเคลื่อน ก็เลือนจริง
เหนื่อยมานักพักก่อน การร่อนเร่
สายสังคมคลื่นเห่มิห่อนนิ่ง
ปลดภาระถ่ายโอนใช่โยนทิ้ง
ปล่อยความนิ่งล่องไหลในรอยน้ำ
มองภาพผ่านม่านตาศิลปิน
เห็นและยินขัดแย้งอยู่แรงร่ำ
เหนื่อยนักกะใจคนกลกระทำ
ผ่านพลบค่ำขอหลับตา นิทรารมย์
Painting : The Life : Van Gogh, A Sunday in Eindhoven, Summer 1885. Watercolor and ink on paper. Van Gogh Museum, Amsterdam.
POEM : อาจเอื้อม
๏ ต่างห่างอย่างฟ้ากะดินมิเทียม
ก็หาเจียมรึกายตน
๏ เมียงหมายบ่อายมนะกมล
จะต่างตนมิต่างใจ
๏ บอกเถิดเจ้าหมายจะชายบุรุษะใด
จะมีใครรึควรเคียง
๏ แนบข้างประอรวรประเอียง
จะจำเรียงฤดีดาล
๏ เจ้างามกระไรบ่มิวาจา
กรุณายุพาวาน
๏ เอ่ยออกวจีวิลาสสราญ
กะละกล่อมหทัยโหย
๏ ประคองชีวาอุระระคาง
ทุระทางมาเดียวโดย
๏ ลมใดเมฆใดภทระโปรย
ละอองเล่ห์สิเน่หา
๏ อาจห่างก็จะมนสะเอื้อม
บ่มิเอือมมินำพา
๏ เพียงหมายจะใกล้วรสุดา
กระซิบบอก "รักเธอประเทศไทย"
Photo : Vyacheslav Mishchenko
POEM : กลับบ้านไร่ (เราสูญเสียบางอย่างระหว่างการได้มา)
๏ กิ่งก้านใบเกี่ยวกันขนันขนัด
ซุ้มชาดัดคงจะติดความคิดถึง
ไว้กับทุกก้านใบไหวคำนึง
จึงรัดรึงกันนัวเนียเสียกระนั้น
ม่านบาหลีคลี่สายเป็นลายม่าน
พลิ้วขยับสับสานกระชั้นสั่น
ทำนองลมห่มลานหรือนานครัน
จึงเพรียกหวั่นว่าสะทกเหมือนถูกลืม
แคตตัสล้มเรียงวางกระถางเท
ลงระเนระนาดคราวอาบดาวดื่ม
ผงดินกระจัดกระจายคล้ายแสร้งยืม
การรอคอยที่ถูกลืมมาโรยลาน
พลูด่างดกดาษไต่เต็มใบด่าง
ยังบอบบางอยู่อย่างเคยเกยมุมบ้าน
แค่น้ำค้างก็ประคองผองใบบาน
จะเท่านานคงมิท้อการรอคอย
ไม่เหมือนเฟิร์นต้องอยู่คอยดูแล
จากกันแค่ข้ามวันก็พลันหงอย
เจ้าอ่อนไหวเสียกระนั้นถั่นทยอย
น้อยอกน้อยใจไปตามตาม
จึงพากันทิ้งกระถางลงกลางแล้ง
คราน้ำแห้งขาดคนสนใจท่าม
ระไอลมห่มร้อนมารอนลาม
จึงเจ้างามพากันตรมลงล้มตาย
เสร็จสงครามตามหาสันติภาพ
สุขทุกข์อาบวาบอารมณ์บ่มความหมาย
ชีวิตหนอบอบบางรางระบาย
จะปลิดปลิวหรือละลายมิรู้เลย
กลับมาบ้านผ่านพ้นอีกหนหนึ่ง
สายรำพึงยังรำพันเจ้าขวัญเอ๋ย
ระเกะกะผละผ่านการละเลย
พ้นชั่วลมรำเพยก็เลยลับ
เราสูญเสียบางอย่างระหว่างการได้มา
ลึกแววตาชราวัยไหวสดับ
การแตกช่อกอใหม่ รอยไหม้ยับ
เราแลกกับอะไรเล่าในเงานั้นฯ
POEM : นรกและสวรรค์ของคนอื่น - อังคาร จันทาทิพย์
นรกและสวรรค์ของคนอื่น...
เราหยิบยื่น เป็นชนวนด้วยส่วนหนึ่ง
ผูกโยงสายใยไว้ลึกซึ้ง
ทุกการกระทำกระเทือนถึงซึ่ง กันและกัน
อาจทั้งหมดสิ่งที่เห็นที่เป ็นอยู่
คลับคล้ายดูชีวิตต่างปิดกั้ น
แบ่งแยกโลกเฉพาะไว้ไม่สัมพั นธ์
ไร้สิ่งยืนยันถึงสายใย
คิด กระทำ ดำเนินไปไม่รู้สึก
ว่าลึกลึกสอดคล้องและเคลื่อ นไหล
เลือดเนื้อ จังหวะเต้นของหัวใจ
อกหนึ่งอกใด-จังหวะเดียว
จังหวะเดียว ใดแบ่งแยกเราแตกต่าง
หลอมรวมสร้างทั้งมวลจากส่วน เสี้ยว
ร่วมจุดหมายสายทางต่างท่องเ ทียว
ร้อยเกี่ยวสูงส่งและเสื่อมท รุด
นรกหรือสวรรค์ของคนอื่น...
เราหยิบยื่นข้างเป็นอยู่ไม่ รู้หยุด
ต่างศรัทธายึดถือ ต่างยื้อยุด
ต่างจุดมองเห็นความเป็นจริง
วันนี้โลกเลือกข้างแตกต่างข ั้ว
ดี ร้าย รายรอบตัวพร่ามัวยิ่ง
เศร้า สุข ผูกพันและพึ่งพิง
ทุกทุกสิ่ง ชังหรือรักผลักรุนไป--
เป็นนรกหรือสวรรค์ของคนอื่น ...
เราหยิบยื่น เป็นชนวนส่วนหนึ่งได้
ไม่ว่าเด็ดดอกไม้ ปลูกดอกไม้
สันติสุข หรือเปลวไฟของสงคราม...
พฤศจิกายน 2547
จากรวมบทกวี 'หัวใจห้องที่ห้า'
เราหยิบยื่น เป็นชนวนด้วยส่วนหนึ่ง
ผูกโยงสายใยไว้ลึกซึ้ง
ทุกการกระทำกระเทือนถึงซึ่ง
อาจทั้งหมดสิ่งที่เห็นที่เป
คลับคล้ายดูชีวิตต่างปิดกั้
แบ่งแยกโลกเฉพาะไว้ไม่สัมพั
ไร้สิ่งยืนยันถึงสายใย
คิด กระทำ ดำเนินไปไม่รู้สึก
ว่าลึกลึกสอดคล้องและเคลื่อ
เลือดเนื้อ จังหวะเต้นของหัวใจ
อกหนึ่งอกใด-จังหวะเดียว
จังหวะเดียว ใดแบ่งแยกเราแตกต่าง
หลอมรวมสร้างทั้งมวลจากส่วน
ร่วมจุดหมายสายทางต่างท่องเ
ร้อยเกี่ยวสูงส่งและเสื่อมท
นรกหรือสวรรค์ของคนอื่น...
เราหยิบยื่นข้างเป็นอยู่ไม่
ต่างศรัทธายึดถือ ต่างยื้อยุด
ต่างจุดมองเห็นความเป็นจริง
วันนี้โลกเลือกข้างแตกต่างข
ดี ร้าย รายรอบตัวพร่ามัวยิ่ง
เศร้า สุข ผูกพันและพึ่งพิง
ทุกทุกสิ่ง ชังหรือรักผลักรุนไป--
เป็นนรกหรือสวรรค์ของคนอื่น
เราหยิบยื่น เป็นชนวนส่วนหนึ่งได้
ไม่ว่าเด็ดดอกไม้ ปลูกดอกไม้
สันติสุข หรือเปลวไฟของสงคราม...
พฤศจิกายน 2547
จากรวมบทกวี 'หัวใจห้องที่ห้า'
POEM : คนสวน
'via Blog this'
จาก : อ่านเอาเพื่อน
อย่าเก็บความลับแห่งหัวใจขอ งเธอไว้เพียงลำพังเลย
บอกฉันสิ บอกฉันคนเดียวเท่านั้น ไม่มีใครได้ยินหรอก
เธอผู้มียิ้มอ่อนโยนเอย กระซิบมาเบาๆก็ได้นะ ไม่ใช่หูของฉันหรอก ที่จะได้ยิน แต่เป็นหัวใจของฉันต่างหาก
ค่ำคืนมืดลึกล้ำ บ้านเงียบ รังนกถูกปกคลุมด้วยความหลับ
บอกความลับในหัวใจของเธอมาเ ถิด บอกผ่านน้ำตาอันลังเลก็ได้
ผ่านรอยยิ้มอันอ่อนล้าก็ได้
ผ่านความเอียงอายอันแสนหวาน หรือความปวดร้าวก็ได้
~ คนสวน ~
รพินทรนาถ ฐากูร
Robindronath Ţhakur เขียน
แดนอรัญ แสงทอง แปล
สำนักพิมพ์สู่ฝัน
บอกฉันสิ บอกฉันคนเดียวเท่านั้น ไม่มีใครได้ยินหรอก
เธอผู้มียิ้มอ่อนโยนเอย กระซิบมาเบาๆก็ได้นะ ไม่ใช่หูของฉันหรอก ที่จะได้ยิน แต่เป็นหัวใจของฉันต่างหาก
ค่ำคืนมืดลึกล้ำ บ้านเงียบ รังนกถูกปกคลุมด้วยความหลับ
บอกความลับในหัวใจของเธอมาเ
ผ่านรอยยิ้มอันอ่อนล้าก็ได้
ผ่านความเอียงอายอันแสนหวาน
~ คนสวน ~
รพินทรนาถ ฐากูร
Robindronath Ţhakur เขียน
แดนอรัญ แสงทอง แปล
สำนักพิมพ์สู่ฝัน
POEM : น้ำค้างและหิ่งห้อย
Prajun Kaew
ธุลีดิน
๏ หยาดน้ำค้างกระซิบซบพบใบเหงาละอองหนาวฟ้าเทาเฝ้าแดดอ่อนระยิบฝันหนึ่งเดียวเสี้ยวจันทรใจแอบซ่อนอ้อนเมฆวิเวกวันระย้าลมลัดลอยมาคล้อยหวน
ร่ำรัญจวนครวญไปจนใจหวั่น
เตือนกระซิบระยิบพรายของทรายจันทร์
แว่วจำนรรจ์วรรณรุจีวลีวาว
ลัดเลาะในไอหมอกซอกเรียวหญ้า
นำคิดถึงคะนึงหาห่มฟ้าหนาว
หอมง้วนดินรินวารีกี่ครั้งคราว
จึงจะสาวไปให้ถึงสักครึ่งงาม
บางค่ำคอยลอยคว้างอ้างว้างนักอาบคิดถึงคะนึงหนักเกินกล่าวห้ามหนาวเกินหนาวร้าวรักถักนิยามเพียงครึ่งงามถามไถ่อุ่นใจจริงแลบางค่ำย้ำฝันให้หวั่นจิต
สักเพียงนิดผ่อนหนาวอุ่นดาวผิง
หาไม่มีที่เนาเหงาประวิง
หนาวเจ้าหิ่งห้อยน้อยลอยล้อลม ฯ
Paiting : http://byrominaperez.blogspot.com/2010_03_01_archive.html
บทสดุดีบนแท่งหินโบราณ
๏ ทะเลดาวมืดดำล้ำลึก
เกลียวกะพริบผนึกคึกคลื่น
ม้วนขดเหนือขอบฟ้าของค่ำคืน
ดื่นดารดาษสาดโปรย
เป็นฝนดาวพราวร่วงควงหล่น
ในม่านหม่นรัตติกาลผ่านโผย
เรียงรันร้อยพันสายรายโรย
พัดโชยกล่อมวิญญาณสุสานชรา
เข็มฝนต้องขุยดินกระเด็นกระดอน
เป็นประกายพรายซ้อนในพงหญ้า
เสาหินหักเอียงผ่านกาลเวลา
สลักว่า 'กวีนิรนาม'
เสียงปืนกระหน่ำในค่ำเงา
เปลวเพลิงพลุ่งเผาเป็นเงาข้าม
ซากศพเสรีภาพอาบเลือดลาม
การเข่นฆ่าในนามของความดี
ดวงตาเด็กน้อยละห้อยมอง
เสียงร่ำร้องในหัวใจอึงมี่
กำสองมือเคลือบฝุ่นธุลี
ส่ำคีตาประหัตประหารลั่นลานรบ
เศษกระเบื้องอุดมการณ์รานแหลก
บนเนินดินแบ่งแยก มิยอมสยบ
ตะเกียกตะกายป่ายพาองคาพยพ
พานพบในพลัดพรากฝากรอย
เขาคิดและเขียนและเขียนและเขียน
บทเรียนประวัติศาสตร์เศร้าสร้อย
จากภาพเงาของหนุ่มน้อย
จนค่อยค่อยเชื่องช้าชราวัย
ใต้ขุยดินแห่งดวงดาว
เหน็บหนาวในไออุ่นฝุ่นดาวใส
เหล่าหนอนอุดมคติย้อนชอนไช
ไขว่ไขว่ในเบ้าตากวี
ทอดกายใต้สุสานนานเกินนับ@ เจริญขวัญ
หลับอยู่ในความตื่นกับคืนที่
แสงดาวหรุบหรู่ลงทุกที
บทสดุดีหน้าหลุมศพไม่จบความ๚
กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ - ขุนเขาในม่านฝน
๏ หุบห้วยลำธารไหล
ฝนโปรยไพรฝันโปรยพรม
ภูผากำแพงลม
เพิงพนมพนังน้ำ
ฉ่ำฝนโชยลมฟ้า
ม่านเมฆมาทะมึนดำ
ฉ่ำชายอยู่พรายพรำ
หลั่่งหลากสายหลายหลากเสียง
ซัดซ่ามาปลิวปรอย
ลอยลมลั่นหลั่นรายเรียง
ไม้ใบไหวเอียงเคียง
คืนเขียวเข้มเต็มเขียวใบ
โขดเขื่อนปานเคลื่อนโขด
แรงน้ำโอดโลดแรงไหล
ครืนครั่นสนั่นไพร
พนมพฤกษ์ลึกเลื่อมเงา
เยือกใหญ่ยะเยียบเย็น
แรลึกเร้นและเปลี่ยวเหงา
แน่นหนักและบางเบา
ขุนเขาหลวง..ห้วงเวลาฯ
หรือเมฆฝันรำเพยฤดูลม
๏ เสียงเรือด่วนลั่นคุ้งเมื่อรุ่งสาง
ในเลือนรางม่านจำมิจางเสียง
ภาพหลังเขยื้อนคล้อยลอยลำเรียง
เรื่องราวเพียงผ่านไปหรือไรกัน
ครุ่นคำนึงกับความทรงจำบางบาง
มีอะไรอยู่บ้างหว่างความฝัน
ชั่วหลับตื่นคลื่นในคลองหมองลงครัน
ที่ตรงนั้นไม่มีแล้วเวลานี้
คนในภาพวาบหายกลายถ่านเถ้า
อะไรเล่าฉุดไว้ให้คงที่
ผู้ใหญ่กลายชราลงทุกที
ขณะเด็กน้อยคนนี้ไม่มีแล้ว
ท่านเขมานันทะเคยรำพึง
ถึงผู้เฒ่านายท้ายเรืออยู่แว่วแว่ว
วัยคะนองคล่องเลไม่เหลือแวว
เสียงเรือด่วนหายลับแล้ว ไม่เหลือเลย
เราผนึกบางอย่างไว้ในทรงจำ
ภาพเงาคล้ำงำอะไรอกใจเอ๋ย
เป็นเรื่องราวเก่าเก่าล้วนเปล่าเลย
หรือเมฆฝันรำเพยฤดูลมฯ
***
ภาพ : ชมรมคนระโนด
กับวัยชราของชายกลางคน
๏จมอยู่กับกาลชาตาชราภาพPhoto : http://fineartamerica.com/featured/old-man-riding-a-bike-to-sunny-sunset-sky-michal-bednarek.html
ลมหายใจเนิบนาบวาบความฝัน
โอนเอนลู่วู่ไหวไม่เว้นวัน
วนวนวกสะทกหวั่นตะครั่นตะครอ
อีกมินานสังขารจะพานพราก
กาลกิริยายากจะร้องขอ
มิอยากจากไม่อยากลาหารั้งรอ
กงล้อเก่าเวียนกลับเรียงลับเลย
ยังมีอีกหลายอย่างอยากกระทำ
รหัสแห่งชีวิตกับคำเฉลย
อยู่หนใดเล่าหรือเปล่าเปรย
การค้นหากลับมิเคยพบอันใด
ว่างเปล่าไปแล้วทั้งสิ้น
ลมลิ้นปลายปากกาหาค่าไม่
รังสรรค์ปั้นแต่งตามแต่ใจ
จินตนาการพล่านไปในอารมณ์
หลากลีลาของนักเล่นกล
พาฉงนเมื่อเล่นก็เห็นสม
กับยกยอปอปั้นชวนกันชม
คำนิยมค่านิยามงามใจเยือน
พอรู้เล่ห์ก็หมดมนต์ฉงนฉงาย
เยี่ยงกรวดทรายดายดาษอยู่กราดเกลื่อน
คุณค่าใดดูเอาเถอะช่างเลอะเลือน
เหมือนมิเคยมีอยู่ตลอดมา
ยังมีอีกหลายอย่างอยากกระทำ
ลึกลึกยังงำสิ่งใดไว้ตรงหน้า
เหมือนเห็นเหมือนมิเห็นเร้นนัยน์ตา
วัยชรากลับเร้ารุกเข้าทุกทีฯ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
- youtube






.jpg)






