poem
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ win's shadow แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ win's shadow แสดงบทความทั้งหมด

เงาของนักเขียนคนหนึ่ง ตอน 5

Winbookclub.com:



เงาของนักเขียนคนหนึ่ง ตอน 5 
Sequence


คุณจะเล่าพล็อตเรื่องนี้อย่างไร?

สมมุติว่าเราแต่งเรื่องให้ตัวละครหลักเกิดอุบัติเหตุทางสมอง ไม่สามารถสร้างความจำใหม่ได้ เขามีความปรารถนาแรงกล้าจะแก้แค้นให้ภรรยาที่ถูกฆ่าตาย สมมุติว่าตัวละครชื่อ เลนเนิร์ด เชลบี เป็นอดีตผู้ตรวจสอบการเคลมประกันภัย คืนหนึ่งคนร้ายบุกเข้ามาในบ้านของเขา ข่มขืนและฆ่าภรรยาของเขา เลนเนิร์ดฆ่าคนร้ายคนหนึ่งตาย เขาบาดเจ็บระหว่างต่อสู้กับคนร้ายคนที่สอง หัวของเขากระแทกกระจกเงาอย่างแรงจนสมองเสียหาย ไม่สามารถสร้างความทรงจำใหม่ๆ ได้ เขาจำอะไรต่ออะไรได้ราวสิบห้านาทีเท่านั้น ความจำถาวรของเขาไปถึงแค่เมียถูกข่มขืนฆ่า เขาต้องการแก้แค้น

เขาเป็นคนมีระบบในการทำงาน จึงจดเรื่องต่างๆ ที่เจอใหม่ในแต่ละวันบนกระดาษ ถ่ายรูปโพลารอยด์แล้วเขียนโน้ตบันทึกไว้ สำหรับข้อมูลสำคัญเขาสักมันไว้บนร่างกายตัวเอง เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับคนร้าย แล้วเขาก็ออกล่าคนร้ายตามข้อมูลที่เขาบันทึกไว้ ระหว่างที่ตามล่านั้น เขาพบคนหลายคน เช่น เท็ดดี้ ผู้บอกว่าเป็นตำรวจที่ทำคดีภรรยาของเขา ซึ่งอาจเป็นคนร้ายคนที่สอง, จิมมี คนค้ายาซึ่งอาจเป็นคนร้ายคนที่สอง, ดอดด์ คนค้ายาที่เกี่ยวข้องกับจิมมี, แฟนของจิมมีชื่อ นาตาลี ซึ่งหลอกให้เขาไปทำร้ายดอดด์, แซมมี ลูกค้าบริษัทประกันภัยที่ประสบอุบัติเหตุทางสมองคล้ายกับเขา, เมียของแซมมีผู้เป็นโรคเบาหวาน, เบิร์ต พนักงานโรงแรมที่เขาพัก

มีตัวละครไม่มากเกินไปนัก คอนเส็ปต์คือตัวละครหลักสับสนระหว่างความจริงกับความลวง ถูกหลอกใช้เป็นระยะ และตามล่าคนร้ายผิดคน

นี่คือพล็อตของภาพยนตร์เรื่อง Memento (2000) ของ คริสโตเฟอร์ โนแลน เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งของการจัดลำดับฉากในการเล่าเรื่อง (sequence) ส่งผลให้เรื่องที่มีพล็อตที่ดูเหมือนธรรมดากลายเป็นเรื่องที่สุดยอดที่สุดเรื่องหนึ่งในโลกภาพยนตร์

ก่อนที่เราจะไปถึงรายละเอียดของ Memento ซึ่งยกมาเป็นกรณีศึกษา เราคงต้องทำความเข้าใจกับคำว่า sequence ก่อน




จุดหนึ่งที่ศิลปะแขนงวรรณกรรม ภาพยนตร์ และดนตรีแตกต่างจากศิลปะแขนงจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ ก็คือพวกมันมีองค์ประกอบของลำดับเวลาของเหตุการณ์มาเกี่ยวข้อง ในภาพจิตรกรรมหรือภาพพิมพ์ เราเห็นภาพภาพเดียว ฉากเดียวจบในตัว ในงานประติมากรรม เราเห็นงานปั้นชิ้นเดียว แต่ในงานวรรณกรรมหรือภาพยนตร์ เราเห็นลำดับการเกิดขึ้นของเหตุการณ์ (sequence) เช่น ฉาก ก. เกิดขึ้นก่อนฉาก จ., ฉาก ป. เกิดขึ้นหลังฉาก ต. เป็นต้น

ในแขนงดนตรีก็มีการเรียงลำดับเวลาเช่นกัน ตัวโน้ตที่วางผิดตำแหน่งทำให้เพลงสะดุดได้ ในงานเขียนก็เช่นกัน การเรียงลำดับเหตุการณ์ต่างกันทำให้อารมณ์ความรู้สึกในการเสพเรื่องต่างกันได้ ทั้งที่เป็นเรื่องเดียวกัน ยกตัวอย่าง เช่น เปิดเรื่องให้คนอ่านไม่รู้ว่าฆาตกรเป็นใครให้ความรู้สึกแบบหนึ่ง เปิดเรื่องให้คนอ่านรู้ว่าฆาตกรเป็นใครให้ความรู้สึกอีกแบบหนึ่ง

นี่ก็คือ sequence - การจัดลำดับเหตุการณ์ของเรื่อง ซึ่งเป็นกระบวนการทำงานที่สำคัญมากในการเขียนเรื่องสั้นและนวนิยาย เรื่องที่มีพล็อตดีมากแต่จัด sequence ไม่เป็น อาจน่าเบื่อ ตรงกันข้าม เรื่องที่มีพล็อตธรรมดา แต่จัดลำดับเหตุการณ์ก่อนหลังได้ดี มักจะดี หรืออย่างน้อยที่สุดก็รอดตัว

sequence ของงานเขียนสำคัญมาก มันเป็นวิธีจัด composition อย่างหนึ่ง นั่นคือจะวางองค์ประกอบแต่ละชิ้นอย่างไรให้ทรงพลังที่สุด

นวนิยายจีนกำลังภายในแบบเก่าเดินเรื่องแบบเรียงตามลำดับเวลาของเหตุการณ์ เริ่มเรื่องด้วยบทที่ 1 พระเอกกำพร้า พ่อแม่พี่น้องถูกฆ่าตาย, บทที่ 2 พระเอกพบอาจารย์หรือพบคัมภีร์วิเศษ, บทที่ 3 ไปฝึกวิชากลางป่า, บทที่ 4 ได้ครอบครองกระบี่วิเศษ บทที่ 5 พบนางเอกคนที่หนึ่ง, บทที่ 6 พบนางเอกคนที่สอง, บทที่ 7 พบนางเอกคนที่สาม, บทที่ 8 พบนางเอกคนที่สี่, บทที่ 9 พระเอกไปแก้แค้น ฆ่าคนร้ายตายไปร้อยกว่าคน, บทที่ 10 พระเอกแต่งงานกับนางเอกทั้งสี่คน เฮ้อ! เหนื่อย! คนที่อ่านเรื่องแนวนี้มาสักสองสามเรื่องก็สามารถเดาเรื่องออกได้ตั้งแต่ครึ่งเล่มแรก แต่ก็ยังมีนิยาย ‘แบบนี้เป๊ะ’ ออกมานับไม่ถ้วน เชื่อไหมว่าในยุครุ่งเรืองของตลาดนิยายกำลังภายใน มีนักเขียนนวนิยายกำลังภายในแนวเดิมๆ อย่างนี้อยู่หลายร้อยคน!

โก้วเล้งก็เดินตามรอยนักเขียนเหล่านี้ นวนิยายในยุคแรกของเขาเดินตามสูตรการเขียนเดิม ยกตัวอย่างเช่นเรื่อง เซี่ยวฮื้อยี้ เดินเรื่องตั้งแต่ตัวเอกเกิดเป็นทารก พ่อแม่ถูกฆ่าตาย คนชั่วกลุ่มหนึ่งเอาเขาไปเลี้ยง เซี่ยวฮื้อยี้เติบโตขึ้น ผจญภัย พบรัก แต่งงาน แล้วก็จบ เดินเรื่องเป็นลำดับ โชคดีที่พล็อตเรื่องสนุก จึงรอดตัวไป จนกระทั่งต่อมา เขาก็เริ่มเล่าเรื่องแบบไม่ลำดับเวลาของเหตุการณ์ เช่น ดาบจอมภพ เรียงลำดับเหตุการณ์ใหม่ เริ่มเรื่องที่มีคนมาแก้แค้น แล้วค่อยเล่าย้อนฉากฆ่าครอบครัว

เรื่อง จิ้งจอกภูเขาหิมะ ของกิมย้ง เล่าเรื่องย้อนคล้ายหนังเรื่อง ราโชมอน ของ อากิระ คุโรซาวา ทำให้เรื่องน่าสนใจขึ้น

นี่ไม่ได้แปลว่าการเล่าแบบไม่ลำดับเวลาของเหตุการณ์ดีกว่าแบบเรียงลำดับเวลา แต่ละเรื่องมีวิธีเล่าเรื่องที่เหมาะที่สุดสำหรับมัน และนักเขียนต้องไม่ลืมว่า วิธีเล่าไม่ใช่เครื่องมือชิ้นเดียวที่ทำให้เรื่องดี เรื่องที่ดีเป็นส่วนผสมของทั้งพล็อต สาระ และวิธีเล่า




สมมุติว่าเราซอยนวนิยายเรื่องหนึ่งออกเป็นท่อนๆ ขนาดใกล้เคียงกัน แต่ละท่อนมีเลขประจำคือ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10

ถ้าเล่าเรื่องตามลำดับ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 เรียกว่า Linear narrative (ตามลำดับเวลาของเหตุการณ์) ยกตัวอย่างเช่น นวนิยายวิทยาศาสตร์ 2001: A Space Odyssey เล่าเรื่องตามลำดับ ตั้งแต่มนุษย์เรายังเป็นมนุษย์วานร เจอมนุษย์ต่างดาว ถูกมนุษย์ต่างดาวปรับสมองจนมีความสามารถสร้างอาวุธ เครื่องมือ ไล่มาเรื่อยจนสร้างอารยธรรม แล้วเดินทางไปในอวกาศ และในท้ายเรื่องก็เจอกับ ‘มนุษย์ต่างดาว’

ถ้าเล่าเรื่องไม่ตามลำดับ เช่น 1 2 6 4 8 10 9 5 3 7 เรียกว่า Non-linear narrative (ไม่ลำดับเวลาของเหตุการณ์) อาจใช้ท่อนกลางเรื่องมาเริ่ม อาจใช้ท่อนเกือบจบมาเร่ิม แล้วเดินเรื่องต่อไปจนจบ หรืออาจใช้ท่อนจบมาเริ่มแล้วเล่าย้อน

Non-linear narrative ใช้ในภาพยนตร์จำนวนมาก แบบที่ไม่ซับซ้อน เช่นภาพยนตร์เรื่อง Carlito’s Way, Gandhi เร่ิมที่ท่อน 9 (ตัวละครหลักถูกยิง) แล้วเล่าย้อนท่อน 1-9 เมื่อมาถึงท่อน 9 ก็เดินเรื่องต่อไปอีกหน่อยถึงท่อน 10 ก็จบเรื่อง, Forrest Gump เริ่มประมาณท่อน 7 เป็นตอนที่ตัวละครเอกไปหาคนรัก เขาเลือกไปทางรถเมล์ ระหว่างรอรถเมล์ที่ป้าย เขาก็เล่าเรื่องท่อน 1-7 ให้คนอื่นฟัง หลังจากนั้นเขาก็ไปหาคนรัก ดำเนินเรื่องท่อน 7-10 จนจบ

ส่วน Non-linear narrative ที่ซับซ้อน เช่น Memento, Pulp Fiction, Sin City ฯลฯ จะเดินหน้าถอยหลังเป็นช่วงๆ บางฉากในเรื่องPulp Fiction ตัวละครถูกยิงตายไปแล้วกลับมาใหม่ เป็นต้น

เครื่องมือที่ใช้ในการเล่าแบบ Non-linear มีหลายอย่าง เช่น Flashback, Flashforward, Reverse chronology
  
Flashback (บางทีเรียก Analepsis) คือเล่าย้อนอดีตหรือเรื่องที่เกิดขึ้นมาแล้ว ทั้งแบบที่ยังไม่ได้บอกคนอ่านคนดู กับแบบที่เคยเล่ามาแล้วตอนต้นเรื่อง นำมา ‘ฉายซ้ำ’ เพื่อให้คนอ่านจำได้หรือตีความใหม่ นวนิยายนักสืบ-ทนายความจำนวนมากใช้ flashback ช่วยในการให้รายละเอียดบางฉาก เช่น รายละเอียดการฆาตกรรม, คำพูดของตัวละครที่เคยพูดมาก่อน เพื่อตอกย้ำ หรือเตือนความจำ หรือตีความใหม่ หนัง 99 เปอร์เซ็นต์ที่ใช้ flashback เป็นแบบนี้

สำหรับ flashback แบบที่ยังไม่บอกคนอ่านคนดู เป็นเทคนิคที่ใช้น้อยกว่าเพราะการไม่ปูเรื่องมาก่อนเป็น ‘ข้อห้าม’ อย่างหนึ่งในการเขียน (รายละเอียดจะว่ากันในบท Establishing) ตัวอย่างเช่น หนังเรื่อง Once Upon a Time in the West (1968) ของ Sergio Leone ตัวละครเอก นาม Harmonica (แสดงโดย ชาร์ลส์ บรอนสัน) มือปืนผู้ชอบเป่าฮาร์โมนิกา ปรากฏในเรื่องอย่างลึกลับ ไม่มีใครรู้หัวนอนปลายเท้าของเขา

Harmonica ช่วยชีวิต แฟรงก์ หัวหน้าคนร้าย แฟรงก์ถาม Harmonica ว่าเขาเป็นใคร Harmonica ตอบว่าเขาจะเผยตัวตนที่แท้จริงของเขาตอนที่กำลังจะตาย ในฉากท้ายเรื่อง แฟรงก์ดวลปืนกับ Harmonica และถูกยิง ตอนแฟรงก์ใกล้ตาย เรื่องก็เฉลยที่มาของ Harmonica ด้วยการ flashback ฉากในอดีตเมื่อ Harmonica ยังเป็นเด็ก แฟรงก์ฆ่าพี่ชายของ Harmonica โดยผูกเชือกคล้องคอเขา ให้พี่ชายเหยียบบนไหล่ของน้องชาย หากยืนไม่มั่นคงหรือหมดแรงเมื่อไร เชือกจะแขวนคอจนตาย แฟรงก์ยัดฮาร์โมนิกาอันหนึ่งใส่ปากของพี่ชาย Harmonica และสั่งให้เป่าไปเรื่อยๆ พี่ชายตัดสินใจถีบน้องชายออก และเสียชีวิต เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว Harmonica จึงมาแก้แค้น

นี่คือตัวอย่างการใช้ flashback ที่ไม่มีการปูเรื่องมาก่อน แต่ในเรื่องนี้รับได้เพราะปูเรื่องโดยใส่องค์ประกอบฮาร์โมนิกาที่ตัวละคร Harmonica เป่าทั้งเรื่อง


ส่วน Flashforward (บางทีเรียก Prolepsis) คือการเล่าเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้น หรืออาจเกิดขึ้นในอนาคต ยกตัวอย่าง เช่น ภาพยนตร์เรื่อง Terminator 2 : Judgment Day (1991) ตัวละคร ซาราห์ คอนเนอร์ มอง (หรือฝัน) เห็นระเบิดปรมาณูทำลายเมืองทั้งเมือง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้น แต่จะเกิดขึ้น

ในฉากท้ายของภาพยนตร์เรื่อง The 25th Hour (2002) ตัวละครหลัก มอนตี ต้องเข้าคุก พ่อของมอนตีขับรถพาเขาไปที่คุก แต่ระหว่างทางบอกลูกว่าเขามีทางเลือกโดยหนีไปเริ่มต้นชีวิตใหม่

แล้วพ่อก็ขับรถเขาหนีไปทางทิศตะวันตก ออกห่างจากคุกและเมืองนิวยอร์กไปเรื่อยๆ ผ่านทางหลวง ผ่านทะเลทราย ทั้งสองแวะบาร์แห่งหนึ่ง พ่อลูกดื่มด้วยกันเป็นครั้งสุดท้าย แล้วพ่อก็จากไป มอนตีของานที่บาร์แห่งนั้นทำ รับค่าแรงเป็นเงินสดเพื่อไม่ให้ใครตามมาได้ ผ่านไปอีกหลายปี มอนตีรอแฟนของเขาที่สถานีรถบัส เธอก้าวลงจากรถมาหาเขา ทั้งสองกอดกัน เวลาผ่านไปอีก ภรรยาเขาตั้งครรภ์ มีลูกหลายคน เวลาผ่านไปอีก เขากลายเป็นคนแก่ มีลูกมีหลานเป็นครอบครัวใหญ่ที่มีความสุข

ฉากที่พ่อของมอนตีขับรถพาเขาหนีไปจนถึงเขาแก่ทั้งหมดนี้เป็นภาพ flashforward แล้วทันใดนั้นหนังก็ตัดกลับมาที่ฉากปัจจุบัน มอนตียังคงอยู่ในรถ พ่อของเขากำลังจะพาเขาไปเข้าคุก ภาพ flashforward ในกรณีนี้ทำหน้าที่เป็นความฝันสวยงามของตัวละครหลัก

ในฉากจบของนวนิยายเรื่อง ฝนตกขึ้นฟ้า ผมก็ใช้ flashforward ชี้ทางเลือกสองทางของตัวละครหลัก ตุล




เทคนิคการเล่าเรื่องแบบ Non-linear ที่น่าสนใจอย่างหนึ่งคือ Reverse chronology เล่าย้อนลำดับเวลาจากตอนท้ายมาตอนหน้า ตัวอย่างที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งคือภาพยนตร์เรื่อง Memento (2000) ก็คือเรื่องที่เราจะใช้เป็นกรณีศึกษา

ลองมาชำแหละเรื่อง Memento กัน

(คำเตือน : สปอยเลอร์อย่างแรง! ขอแนะนำให้ดูหนังก่อนอ่านเรื่องต่อไปนี้ เป็นหนังที่ไม่น่าพลาดอย่างยิ่ง)

หากเล่าเรื่องนี้แบบ Linear narrative ก็จะได้เรื่องดังต่อไปนี้คือ

เลนเนิร์ด เชลบี ตื่นขึ้นมาในห้องเลขที่ 21 ของโมเต็ลแห่งหนึ่งชื่อ Discount Inn เขาสับสนว่าตัวเองมาทำอะไรอยู่ที่นี่ เขาดูมีมือตัวเอง สักคำว่า “อย่าลืม แซมมี แจงคิส” เขาพูดโทรศัพท์กับใครคนหนึ่ง เขาเล่าเรื่องให้คนปลายสายฟังว่าเขามีปัญหาเรื่องความจำหลังจากเมียถูกฆ่า ปัญหาของเขาคล้ายๆ กับลูกค้าคนหนึ่งของเขาชื่อ แซมมี แจงคิส ตอนนั้นเลนเนิร์ดทำงานที่บริษัทประกันภัยแห่งหนึ่ง หน้าที่ของเขาคือตรวจสอบว่าลูกค้าซึ่งมาเคลมเงินประกันพูดจริงหรือไม่

แซมมีประสบอุบัติเหตุ สมองสร้างความจำใหม่ไม่ได้ เลนเนิร์ดสืบสวนแล้วสรุปว่าแซมมีไม่มีปัญหาทางสมอง แต่เป็นปัญหาทางจิต ดังนั้นบริษัทประกันจึงไม่จ่ายเงินให้ ภรรยาแซมมีรับไม่ได้ที่สามีเป็นอย่างนี้ เธอมาหาเลนเนิร์ด ขอให้เขาบอกความจริงเธอตรงๆ เลนเนิร์ดบอกเธอว่าเขาเชื่อจริงๆ ว่าสามีเธอไม่มีปัญหาทางสมอง ภรรยาของแซมมีก็เชื่อว่าสามีอาจแกล้งจำไม่ได้

ข้อมูลของเลนเนิร์ด ณ จุดนี้ที่เขาสักบนตัวคือ คนร้ายที่ฆ่าเมียเขามีชื่อว่า John นามสกุลเริ่มด้วยอักษร G คนปลายสายให้ข้อมูลเพิ่มว่า จอห์น จี. เป็นคนค้ายา เลนเนิร์ดตรวจสอบข้อมูลจากแฟ้มตำรวจที่ว่าคนร้ายเป็นขี้ยา พบว่าข้อมูลตรงกัน เขาจึงสักข้อความบนตัวว่า “คนค้ายา”

เลนเนิร์ดเห็นข้อความสักบนแขนตนเองว่า “อย่ารับโทรศัพท์ใคร” เขาจึงวางหู แล้วแจ้งพนักงานโรงแรมว่าไม่รับสายใคร ไม่นานก็มีคนเสียบซองจดหมายผ่านช่องใต้ประตูเข้ามา ภายในซองมีรูปถ่ายโพลารอยด์ เป็นรูปเขาเองยิ้มแย้ม เลือดเปื้อนตัว

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เลนเนิร์ดรับสาย เขาคุยต่อเพราะลืมไปแล้วว่าไม่ควรรับสายใคร เขาเล่าให้คนปลายสายฟังว่า ภรรยาของแซมมีเป็นโรคเบาหวาน แซมมีต้องฉีดยาอินซูลินให้เธอเป็นประจำ เธอรู้ว่าเขารักเธอมากและจะไม่มีวันทำอันตรายเธอ เธอจึงทดสอบสามี หากสมองของเขาไม่มีปัญหาจริง เขาย่อมไม่ฉีดยาซ้ำในเวลาติดๆ กัน เธอบอกเขาว่า “ถึงเวลาฉีดยาแล้ว” เขาก็ฉีดยาให้เธอ ผ่านไปสักพัก เธอบอกเขาซ้ำว่า “ถึงเวลาฉีดยาแล้ว” เขาก็ฉีดให้อีกโดยไม่ลังเล สีหน้าและแววตาบอกว่าเขาจำไม่ได้ว่าเพิ่งฉีดยาให้ภรรยาเมื่อครู่นี้เอง เธอบอกเขาเป็นครั้งที่สามว่า “ถึงเวลาฉีดยาแล้ว” เขาก็ฉีดให้เธออีก เธอจึงรู้ว่าแซมมีมีปัญหาทางสมองจริง แต่ผลจากยาอินซูลินเกินขนาดทำให้เธอเข้าสู่ภาวะโคม่าและเสียชีวิต แซมมีถูกส่งตัวไปสถานบำบัดทางจิต

คนปลายสายให้ข้อมูลเขาเพิ่มว่า รู้แล้วว่าคนค้ายาชื่อ จิมมี ค้ายาโดยมีแฟนชื่อ นาตาลี ช่วยโดยใช้ Ferdy’s Bar เป็นจุดติดต่อ เขานัดกับคนที่เขาคุยด้วยทางโทรศัพท์ที่ล็อบบี้โรงแรม ที่ล็อบบี้เขาทักคนที่เขานัดว่า “Gammell” แล้วถ่ายรูปไว้เตือนความจำ อีกฝ่ายบอกว่าอย่าใส่ชื่อ Gammel ใช้ชื่อ เท็ดดี้ ดีกว่า เพราะเขาทำงานนอกเครื่องแบบ

เท็ดดี้ให้ข้อมูลจุดที่จิมมีจะไปแก่เขา เป็นตึกร้างนอกเมือง เลนเนิร์ดขับรถกระบะไปถึงที่จุดหมาย เท็ดดี้ขับรถตามไปห่างๆ

เลนเนิร์ดเข้าไปในตึกร้างไม่นานก็เห็นรถจากัวร์คันหนึ่งแล่นมาจอด คนขับเดินเข้ามาในตึก ตะโกนเรียกชื่อ เท็ดดี้ ตามข้อมูลที่เขาได้รับจากเท็ดดี้ ชายคนนี้คือจิมมี คนฆ่าภรรยาของเขา เขาทำร้ายจิมมี สั่งให้ถอดเสื้อผ้าออก จิมมีบอกว่ามีเงินสองแสนในรถเป็นค่ายา เขาฆ่าจิมมี ถ่ายรูปศพ เปลี่ยนชุดกับจิมมี

เท็ดดี้ต้องการเงินสองแสนในรถ จึงเล่าให้เลนเนิร์ดฟังว่า เลนเนิร์ดฆ่า จอห์น จี. มานานแล้ว รูปถ่ายเลนเนิร์ดยิ้มแย้ม เลือดเปื้อนตัว ก็คือรูปของเขาหลังจากฆ่า จอห์น จี. ตาย เป็นรูปที่เท็ดดี้ถ่ายเองเพื่อเป็นหลักฐานว่าเลนเนิร์ดได้แก้แค้นแล้ว แต่เลนเนิร์ดก็ลืม แล้วเริ่มต้นล่าคนร้ายใหม่

เลนเนิร์ดไม่เชื่อสิ่งที่เท็ดดี้บอก เท็ดดี้จึงว่า เมียของเลนเนิร์ดไม่ได้ตายจากการถูกทำร้าย แซมมีตัวจริงไม่มีเมีย คนที่ฉีดยาอินซูลินเกินขนาดฆ่าภรรยาคือเลนเนิร์ดต่างหาก เลนเนิร์ดรู้สึกผิดอย่างรุนแรง จึงสร้างเรื่องแซมมีฉีดยาเมียจนตายขึ้นมา ผสมเข้ากับเรื่องของตัวเอง

เลนเนิร์ดรู้ว่าเท็ดดี้หลอกใช้เขาฆ่าจิมมีเพื่อเงินสองแสน และเขาอาจฆ่า ‘จอห์น จี.’ มาแล้วหลายคน เขาไม่ต้องการรับความจริงว่าเขาเป็นผู้ฆ่าเมียของเขาเอง เลนเนิร์ดจึงทำลายรูปถ่ายเขายิ้มแย้ม เขียนข้อความบนรูปเท็ดดี้ว่า “อย่าเชื่อคำโกหกของมัน” เขาจดหมายเลขทะเบียนรถของเท็ดดี้ เพื่อไปสักบนตัว เพื่อที่เมื่อเขา ‘ตื่น’ อีกครั้ง เขาจะตามล่า ‘จอห์น จี.’ คนใหม่ ซึ่งคราวนี้จะเป็นเท็ดดี้

เลนเนิร์ดขับจากัวร์ออก แวะร้านสัก สักเลขทะเบียนรถของเท็ดดี้ไว้บนขา เท็ดดี้ตามไปที่ร้าน บอกให้เขาเปลี่ยนเสื้อชุดใหม่ เลนเนิร์ดเห็นโน้ต “อย่าเชื่อคำโกหกของมัน” บนรูปเท็ดดี้ จึงหนีออกจากร้านไปทางด้านหลัง เขาพบโน้ตในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ต (ของจิมมี) เป็นโน้ตนัดกับแฟนจิมมีชื่อ นาตาลี เธอทำงานที่ Ferdy’s Bar เขาคิดว่ามันเป็นโน้ตของเขา จึงไปที่ Ferdy’s Bar

เขาจอดรถที่หลังร้าน นาตาลีเข้าใจผิดว่าเขาเป็นจิมมี จึงเข้ามาทัก เลนเนิร์ดเข้าไปในบาร์ นาตาลีทดสอบว่าเขาจำไม่ได้จริงโดยให้หลายคนในบาร์ถ่มน้ำลายในเบียร์ที่เขาสั่ง ครู่ต่อมาก็ยกเบียร์แก้วนั้นมาเสิร์ฟ เลนเนิร์ดลืมเรื่องการถ่มน้ำลาย จึงดื่มเบียร์แก้วนั้น ทำให้เธอเชื่อว่าเขาจำไม่ได้จริง จึงพาเขาไปที่บ้าน

นาตาลีซ่อนดินสอปากกาทั้งหมดไว้ แล้วเจตนายั่วโทสะเขาจนเขาทำร้ายเธอ เธอผลุนผลันออกจากบ้านไป เขาหาปากกามาจดเหตุการณ์ไม่ได้ ก็ลืมเรื่องทั้งหมด ผ่านไปครู่เดียว นาตาลีซึ่งรออยู่ที่นอกบ้านก็เดินกลับเข้ามา เลนเนิร์ดถามเธอว่าใครทำร้ายเธอ นาตาลีบอกว่าเป็นฝีมือของดอดด์ ดอดด์เป็นคนค้ายาที่ทำงานกับจิมมี กำลังตามหาจิมมี

เลนเนิร์ดสัญญากับนาตาลีจะไปจัดการดอดด์ซึ่งพักอยู่ที่โรงแรม Mountcrest Inn แต่ยังไม่ทันไปถึงก็ลืมแล้ว เพราะเท็ดดี้มาดักพบเขา บอกว่าอย่าไว้ใจนาตาลี แนะนำให้เขาไปพักที่โรงแรมดีกว่า ก็คือ Discount Inn พนักงานโรงแรมรู้ว่าเขามีปัญหาความจำ ก็ฉวยโอกาสเปิดห้องใหม่อีกห้องให้เขา ห้อง 304

เลนเนิร์ดเรียกผู้หญิงบริการมาจำลองเหตุการณ์คืนที่เกิดฆาตกรรม หลังจากนั้นเขาไปเผาข้าวของส่วนตัวของภรรยา ณ สถานที่ก่อสร้างแห่งหนึ่ง ครั้นถึงเช้า รถของเขาถูกดอดด์ตามพบ เขาถูกไล่ยิง กระจกรถด้านหนึ่งแตก แต่หนีมาได้ เขาจึงไปดักรอจัดการดอดด์ที่โรงแรม เขารอนานจนลืมไปแล้วว่ามาทำไม เมื่อดอดด์มาถึง เขาทำร้ายดอดด์และขังไว้ในตู้เสื้อผ้า เขาโทร.เรียกเท็ดดี้ ทั้งสองขู่จนดอดด์ยอมออกจากเมืองไป เท็ดดี้ยังพยายามเอากุญแจรถจากัวร์จากเลนเนิร์ด

เลนเนิร์ดไปหานาตาลีที่บ้าน เธอบอกจะช่วยหาคนร้ายให้เขาโดยหาชื่อคนร้ายจากทะเบียนรถที่สักบนขาของเขา ทั้งสองนัดในร้านอาหาร เขาได้รับข้อมูลเจ้าของรถตามทะเบียนนั้นก็คือ John Edward Gammell ก็คือเท็ดดี้นั่นเอง John Edward Gammell ก็คือ จอห์น จี.

เลนเนิร์ดโทร.เรียกเท็ดดี้ให้มาหา เขาขับพาเท็ดดี้ไปที่ตึกร้างเดียวกับที่เขาฆ่าจิมมี เขาจะยิงเท็ดดี้ เท็ดดี้บอกว่าไปดูศพจิมมีที่ชั้นใต้ดินก็จะรู้ความจริงทั้งหมด แต่เลนเนิร์ดไม่เชื่อ เขายิงเท็ดดี้ตาย

เรื่องจบเท่านี้

จะเห็นว่า คอนเส็ปต์เรื่องน่าสนใจมาก แต่หากเล่าตามลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จะเกิดปัญหาใหญ่คือ ไคลแม็กซ์ของเรื่อง (เลนเนิร์ดฆ่า จอห์น จี. แล้ว, เมียเขาเป็นเบาหวาน, เขาเป็นคนฆ่าเมีย) อยู่ตรงช่วงต้นเรื่อง เรื่องที่ผ่านไคลแม็กซ์ไปแล้วก่อนกลางเรื่องจะจืดสนิท การเล่าเรื่องแบบ Non-linear จึงจำเป็น เหตุผลหนึ่งเพื่อให้ไคลแม็กซ์อยู่ท่อนท้ายเรื่อง อีกเหตุผลเพื่อแสดงสภาพจิตที่สับสนของตัวละคร

หนังจริงไม่ได้เล่าอย่างนี้ คริสโตเฟอร์ โนแลน เดินเรื่องแบบ Non-linear แต่ไปไกลกว่านั้นคือให้มันเป็นส่วนผสมของ Reverse chronology กับ Linear narrative คือเล่าจากหลังมาหน้าสลับกับท่อนจากหน้าไปหลัง ส่วนที่เป็น Reverse chronology เล่าด้วยหนังสี (ในที่นี้จะใช้รหัส C- Colour) ส่วนที่เป็น Linear narrative เล่าด้วยหนังขาวดำ (ในที่นี้จะใช้รหัส BW - Black & White) คู่ขนานไปเรื่อยๆ จนถึงจุดหนึ่งหนังขาวดำจะกลายเป็นหนังสี เชื่อมทั้งสองท่อนเข้าด้วยกันเนียนสนิท

สิ่งที่น่าสังเกตคือ ส่วนขาวดำเป็นเหตุการณ์ฉากเดียว แต่ซอยย่อยออกมาเสียบระหว่างส่วนที่เป็นสี

Memento ดำเนินเรื่องไปดังนี้

(ไตเติ้ล) เลนเนิร์ดยิงเท็ดดี้

(BW 1) เลนเนิร์ด เชลบี ตื่นขึ้นมาในโมเต็ลแห่งหนึ่งชื่อ Discount Inn เขาสับสนว่าตัวเองมาทำอะไรอยู่ที่นี่

(C 22) เลนเนิร์ดพบเท็ดดี้ที่ล็อบบี้โมเต็ล เขาบอกเท็ดดี้ว่าเขามีปัญหาเรื่องความจำ ทั้งสองขึ้นรถจากัวร์ เลนเนิร์ดเพิ่งสังเกตว่ากระจกรถด้านคนขับแตก เลนเนิร์ดขับออกนอกเมือง ไปที่ตึกร้างแห่งหนึ่ง มีรถกระบะคันหนึ่งจอดอยู่ เลนเนิร์ดเดินเข้าไปข้างใน ดึงรูปถ่ายโพลารอยด์ออกมา เป็นรูปเท็ดดี้ มีข้อความว่า “อย่าเชื่อคำโกหกของมัน มันคือคนที่ตามหา ฆ่ามัน” เขายิงเท็ดดี้ตาย

(BW 2) เลนเนิร์ดสำรวจห้อง มีข้าวของต่างๆ แต่เขาไม่รู้ว่าเขามาทำอะไรที่นี่ เขาดูมีมือตัวเอง เขียนคำว่า “อย่าลืม แซมมี แจงคิส”

(C 21) เลนเนิร์ดเขียนโน้ตบนรูปถ่ายเท็ดดี้ว่า “อย่าเชื่อคำโกหกของมัน มันคือคนที่ตามหา ฆ่ามัน” เขาเสียบปืนใส่กระเป๋า เดินไปที่ล็อบบี้โมเต็ล เลนเนิร์ดโชว์รูปถ่ายเท็ดดี้ให้พนักงานดู บอกว่าถ้าคนนี้มา ช่วยแจ้งเขาด้วย พนักงานบอกว่า “เขาก็มาแล้วไง” เลนเนิร์ดพบเท็ดดี้ที่ล็อบบี้โมเต็ล

(BW 3) เลนเนิร์ดนึกวิธีเก็บข้อมูลที่ถาวรกว่าการจดโน้ตบนกระดาษ เขาโกนขนที่ขา เตรียมสัก เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น

(C 20) เลนเนิร์ดล้างมือในห้องน้ำ แล้วเดินไปที่ห้องอาหาร พนักงานยื่นซองให้เขา บอกว่าเขาลืมไว้ เลนเนิร์ดถามทางไปถนนลิงคอล์น เขาขับรถจากัวร์ไปที่โมเต็ล Discount Inn เขาเปิดซอง บนซองเขียนว่า “ส่งเลนเนิร์ด จากนาตาลี” ข้างในมีข้อมูลใบขับขี่ของเท็ดดี้ ชื่อจริงคือ John Edward Gammell เขาเขียนข้อความบนรูปเท็ดดี้ว่า “อย่าเชื่อคำโกหกของมัน” เขาโทร. เสียงปลายสายว่า “รอที่นั่น เดี๋ยวไปหา”

เลนเนิร์ดถอดเสื้อ พบว่ามีรอยสักทั่วตัวเขา เป็นข้อความต่างๆ ที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับคนร้าย เช่น ชาย, ผิวขาว, ชื่อต้น John, นามสกุลเริ่มด้วย G เขาดูหมายเลขทะเบียนรถสักไว้ SG137IU ตรงกับข้อมูลในซองที่ได้รับ เขาจึงเขียนต่อจากข้อความเดิมบนโพลารอยด์รูปเท็ดดี้ เป็น “อย่าเชื่อคำโกหกของมัน มันคือคนที่ตามหา” แต่เมื่อเห็นบนหน้าอกตัวเองสักคำว่า “จอห์น จี. ข่มขืนและฆ่าเมียผม” ก็เติมข้อความสุดท้ายว่า “ฆ่ามัน”

(BW 4) เลนเนิร์ดพูดโทรศัพท์ต่อ เขาบอกว่าเขามีระบบ ไม่เหมือนแซมมี

(C 19) เลนเนิร์ดขับรถไปที่ร้านอาหารตามนัดกับนาตาลี โน้ตบนรูปถ่ายเธอบอกว่า “นาตาลี เธอจะช่วยเพราะสงสาร” เขาจำเธอไม่ได้ เธอให้ซองข้อมูลเขา เธอให้ที่อยู่ตึกนอกเมืองเผื่อเขาต้องการฆ่า จอห์น จี. ที่นั่น เธอให้กุญแจห้อง 304 ที่เฃาลืมไว้ เขาเข้าไปล้างมือในห้องน้ำ

(BW 5) เลนเนิร์ดเล่าให้คนปลายสายฟังเกี่ยวกับแซมมี

(C 18) เลนเนิร์ดพบเท็ดดี้ เท็ดดีบอกให้ระวัง อย่าถูกหลอกใช้ไปฆ่าผิดคน เท็ดดี้ถามเขาว่าพักที่ไหน เขาตอบว่า “โรงแรม Discount Inn” คนโรงแรมแกล้งเขาให้พักอีกห้อง เลนเนิร์ดขับรถไปที่ร้านอาหารตามนัดกับนาตาลี

(BW 6) เลนเนิร์ดเล่าเรื่องแซมมีซึ่งเกิดอุบัติเหตุ มาเคลมประกัน เขาเป็นผู้ตรวจสอบ เลนเนิร์ดไม่เชื่อว่าแซมมีมีอาการจำไม่ได้จริง

(C 17) เลนเนิร์ดตื่นในห้องนอน ข้างตัวมีผู้หญิงคนหนึ่ง เขาจำไม่ได้ว่าเธอเป็นใคร เขาพบรูปถ่ายเธอในกระเป๋า เขียนว่า “นาตาลี เธอจะช่วยเพราะสงสาร” เธอนัดเขาที่ร้านอาหาร เพื่อเอาข้อมูลทะเบียนรถ จอห์น จี. ให้ เขาขับรถ พบเท็ดดี้

(BW 7) เลนเนิร์ดเล่าให้อีกคนปลายสายฟังว่า บริษัทประกันทดสอบความจำของแซมมี แต่แซมมีก็ดูเหมือนจะจำอะไรไม่ได้จริงๆ

(C 16) เลนเนิร์ดไปหานาตาลีที่บ้าน โชว์รูปชายบาดเจ็บ ถามว่า “ใครคือดอดด์?” นาตาลีบอกว่าเขารับปากเองว่าจะช่วยจัดการดอดด์ คนที่ทำร้ายเธอ เธอเห็นรอยสักบนตัวเขาว่า จอห์น จี. ข่มขืนฆ่าเมียเขา เธอว่าเธอก็สูญเสียแฟนเช่นกัน เขาชื่อ จิมมี หายตัวไปหลังจากไปพบใครคนหนึ่งชื่อเท็ดดี้ 

เธอถามเขาว่าถ้าเจอ จอห์น จี. จะทำอะไร เขาว่าจะฆ่ามัน เธอบอกเธอจะช่วยหา จอห์น จี. เขาเขียนในรูปเธอว่า “เธอก็เสียใครบางคน เธอจะช่วยเพราะสงสาร” เขานอนหลับข้างๆ เธอ

(BW 8) เลนเนิร์ดเล่าว่าหลังจากบริษัทประกันทดสอบแซมมี ก็สรุปว่าแซมมีไม่มีปัญหาสมองเสื่อม แต่มีปัญหาทางจิต

(C 15) เลนเนิร์ดตื่นขึ้นมาในห้องในโมเต็ล เขาเปิดตู้ พบชายคนหนึ่งปากถูกเทปปิด ปรากฏเสียงเคาะประตู เท็ดดี้มาหา บอกมาตามนัด พบชายในตู้ เขาจำไม่ได้ว่าใครเพระไม่ได้จดไว้ก่อนนอน เปิดเทปปิดปาก ถามว่าคุณเป็นใคร คนนั้นตอบว่า “ดอดด์ ถูกคุณทำร้ายไง” ทั้งสองขู่ให้ดออด์ออกจากเมืองไป เลนเนิร์ดไปหานาตาลีที่บ้าน

(BW 9) เลนเนิร์ดเล่าว่า บริษัทประกันไม่จ่ายค่าเคลมให้แซมมี

(C 14) เลนเนิร์ดอยู่ในห้องน้ำ ใบหน้ามีบาดแผล ดอดด์เข้ามา เขาทำร้ายดอดด์ แม่บ้านมา ขังในตู้ ถ่ายรูป อ่านโน้ตของนาตาลี แล้วเขียนชื่อ ‘ดอดด์’ บนรูป เขาโทร.หาเท็ดดี้ให้มาหา เขาเผลอหลับไป

(BW 10) เลนเนิร์ดวางหู เอาเข็มมาเตรียมสัก

(C 13) เลนเนิร์ดวิ่งหนี ดอดด์ไล่ยิงเขา เลนเนิร์ดขึ้นรถจากัวร์หนีไป ดูโน้ตที่อยู่ของดอดด์ ห้อง 6 โรงแรม Mountcrest Inn เลนเนิร์ดซ่อนในห้องน้ำห้อง 6 ของโมเต็ล เพื่อรอจัดการดอดด์

(BW 11) เลนเนิร์ดเตรียมสักข้อความข้อมูลเกี่ยวกับคนร้ายว่า “เกี่ยวข้องกับยาเสพติด”

(C 12) เลนเนิร์ดเผาหลักฐาน ขับรถ รถตามมา ดอดด์ ปืนจี้เขา ดอดด์ยิงถูกกระจกรถแตก เลนเนิร์ดวิ่งหนี

(BW 12) เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น

(C 11) เลนเนิร์ดขับรถกลางดึกไปสถานที่ก่อสร้างแห่งหนึ่ง จุดไฟเผาข้าวของส่วนตัวของภรรยา 

(BW 13) เลนเนิร์ดสักข้อความขณะคุยกับคนปลายสาย เขาเปิดดูหลักฐานตำรวจที่ได้มา รายงานบอกมียาเสพติดในรถของคนร้ายที่จอดนอกบ้านเขา ในวันที่เมียถูกฆ่า

(C 10) เลนเนิร์ดตื่นกลางดึก เปิดประตูห้องน้ำ พบหญิงสาวคนหนึ่ง เป็นคอลล์เกิร์ล เขาบอกให้เธอไป เขาขนของส่วนตัวเมีย ขับรถออกไปกลางดึก

(BW 14) คนปลายสายบอกเลนเนิร์ดว่า จอห์น จี. เป็นคนค้ายา เลนเนิร์ดจึงแก้ข้อความที่กำลังจะสักเป็น “คนค้ายา”

(C 9) เลนเนิร์ดไปที่ Discount Inn ถ่ายรูปไว้กันลืม เขาติดแผนผังตารางการสืบสวนกรณีเมียถูกฆ่าบนกำแพง เปิดสมุดโทรศัพท์ หาสาวเอสคอร์ท เขาให้เธอทำตัวเหมือนเป็นภรรยาของเขา โดยมีข้าวของส่วนตัวภรรยาประกอบ เขาหลับไป

(BW 15) เลนเนิร์ดเล่าว่าเมียแซมมีมาหา เขาบอกเมียแซมมีว่า เขาเชื่อว่าแซมมีไม่ได้สูญเสียความสามารถที่จะจำ

(C 8) เลนเนิร์ดเข้าไปในรถ พบเท็ดดี้ บอกเขาว่านาตาลีทำงานที่ Ferdy’s Bar แฟนเป็นคนค้ายา เลนเนิร์ดไปที่ Discount Inn

(BW 16) เลนเนิร์ดพูดกับปลายสายแล้ววางหู เพราะเห็นข้อความบนแขนว่า “อย่ารับโทรศัพท์ใคร”

(C 7) เลนเนิร์ดอยู่ในบ้านนาตาลี เธอกลับมาในสภาพถูกทำร้าย เขาถามว่าใคร เธอตอบว่าดอดด์ เพราะบอกตามคำแนะนำของเขาว่า ไม่มีเงินของจิมมีและยา เท็ดดี้เอาทุกอย่างไป เขาถามลักษณะหน้าตาของดอดด์และที่อยู่ เป็นห้องพักหมายเลข 6 โรงแรม Mountcrest Inn เลนเนิร์ดเข้าไปในรถ พบเท็ดดี้

(BW 17) เลนเนิร์ดบอกพนักงานโรงแรมว่าไม่รับสายใคร

(C 6) เลนเนิร์ดอยู่บ้านนาตาลี เธอกลับมา บอกว่าดอดด์ต้องการเงินจิมมี จิมมีพบเท็ดดี้ และเอาเงินไป เธอขอให้เลนเนิร์ดช่วยฆ่าดอดด์ เขาไม่ตกลง เธอยั่วโทสะเขาเกี่ยวกับเมียเขา เขาทำร้ายเธอ เธอออกจากบ้านไป สักพักใหญ่กลับมา บอกว่าเธอถูกดอดด์ทำร้าย

(BW 18) พนักงานโรงแรมมาบอกเลนเนิร์ดว่าตำรวจมาหา

(C 5) นาตาลีพาเลนเนิร์ดไปที่บ้านเธอ นาตาลีว่าจะช่วยเขาหา จอห์น จี.  เขาถ่ายรูปเธอ เขาเขียนชื่อเธอบนรูป

(BW 19) มีคนยัดซองจดหมายเสียบลอดช่องใต้ประตูเข้ามา ในซองมีรูปของเขาเองยิ้มแย้ม เลือดเปื้อนตัว เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น

(C 4) ที่ Ferdy’s Bar นาตาลีเสิร์ฟเบียร์ให้เลนเนิร์ด 

(BW 20) เลนเนิร์ดรับสาย เขาเชื่อว่าคนที่เขาคุยด้วยเป็นตำรวจ

(C 3) เลนเนิร์ดไปที่ Ferdy’s Bar นาตาลีถามว่ามาทำไม เธอบอกว่าแฟนเธอชื่อจิมมีบอกเรื่องเกี่ยวกับเขา เธอถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับจิมมี เขาบอกว่าไม่รู้ เขามาที่บาร์เพราะมีโน้ตในกระเป๋าเสื้อนอกของเขา เธอไปเอาเบียร์ ให้ลูกค้าคนหนึ่งถ่มน้ำลายลงไป เธอให้เขาถ่มด้วย ผ่านไปสักพัก เธอเอาเบียร์แก้วนั้นมาเสิร์ฟเขา

(BW 21) เลนเนิร์ดเล่าให้อีกคนฟังว่า เมียแซมมีเป็นเบาหวาน ต้องฉีดยาอินซูลินเรื่อยๆ เธอทดสอบแซมมี ให้ฉีดอินซูลินสามครั้งจนเข้าขั้นโคม่า แล้วตายไป แซมมีถูกพาไปที่สถานบำบัดทางจิต เลนเนิร์ดจึงรู้ว่าแซมมีมีปัญหาทางสมองจริง คนปลายสายให้ข้อมูลว่าคนค้ายาชื่อ จิมมี

(C 2) เลนเนิร์ดขับจากัวร์ไปจอดที่ร้านสัก สักหมายเลขทะเบียนรถ เท็ดดี้มาหา บอกว่าตำรวจกำลังตามหาเขา เป็นตำรวจไม่ดี คนที่ให้เขาไปเช็กอินที่ Discount Inn ก็คือตำรวจที่เขาคุยทางโทรศัพท์มาตลอด เลนเนิร์ดถามรู้ได้ไง เท็ดดี้ว่า ก็เพราะตำรวจคนนั้นบอกเขา เพราะคิดว่าสนุกดี! เลนเนิร์ดไม่เชื่อเพราะข้อความในรูปถ่ายเท็ดดี้ว่า “อย่าเชื่อคำโกหกของมัน” เขาหยิบโน้ตจากกระเป๋าเสื้อนอก บอกให้ไปหานาตาลีที่หลังบาร์ เขาจอดรถ ผู้หญิงคนหนึ่งมาหา ทักเขาว่าจิมมี 

(BW 22 / C 1) คนที่เขาคุยด้วยทางโทรศัพท์บอกว่าจิมมีค้ายาโดยมีผู้หญิงที่ Ferdy’s Bar ช่วย ชื่อนาตาลี เขานัดกับคนที่เขาคุยที่เขาเชื่อว่าเป็นตำรวจที่ล็อบบี้โรงแรม เขาเก็บของทุกอย่างไปที่ล็อบบี้ พบเท็ดดี้ เขาทักเท็ดดี้ว่า Gammell เขาถ่ายรูปเท็ดดี้ เท็ดดี้บอกอย่าใส่ชื่อ Gammel ใส่เท็ดดี้ก็พอ เพราะเขาทำงานนอกเครื่องแบบ เท็ดดี้ให้ที่อยู่ของจิมมีแก่เขา

เขาขับรถกระบะไปที่จุดหมาย เข้าไปในตึกร้าง เห็นรถจากัวร์คันหนึ่งแล่นมาจอด ชายคนขับเรียกชื่อ เท็ดดี้ ชายคนนั้นคือจิมมี เขาทำร้ายจิมมี สั่งให้ถอดเสื้อผ้าออก เขาเปลี่ยนชุดกับจิมมี จิมมีบอกว่ามีเงินสองแสนในรถ เขาฆ่าจิมมี ถ่ายรูปศพ

(ถึงตรงนี้ภาพเปลี่ยนจากขาวดำเป็นสี เป็นจุดเชื่อมของสองเรื่องคู่ขนาน BW 22 เปลี่ยนเป็น C 1 เรื่องดำเนินต่อไปในฉากสี)

ก่อนจิมมีตาย เอ่ยชื่อว่า “แซมมี” ทันใดนั้นเขาได้คิดว่าจิมมีรู้จักแซมมีได้อย่างไร เขาเห็นรถอีกคันมาจอด เท็ดดี้ลงมา เขาเรียกเท็ดดี้ไปดูศพ เลนเนิร์ดว่าเขาฆ่าผิดคน เท็ดดี้ว่า “ฆ่าถูกคนแล้ว คนนี้ก็คือ จอห์น จี.” เขาบอกว่า “งั้นเงินสองแสนในรถมีไว้ทำไม” เท็ดดี้ว่า “เอาไว้แลกกับยา” เลนเนิร์ดถามว่า “จิมมีรู้จักแซมมีได้ยังไง?” เท็ดดี้ตอบว่า “ก็คุณบอกใครๆ เรื่องแซมมี”

เท็ดดี้บอกว่าเลนเนิร์ดก็คือแซมมี! เขาหลอกตัวเองมาตลอด ความจริงคือเมียเลนเนิร์ดรอดตายจากการถูกทำร้าย เมียของเลนเนิร์ดเป็นเบาหวาน แซมมีตัวจริงไม่มีเมีย เท็ดดี้ว่าเขาเป็นตำรวจในคดีนี้ เขาเชื่อเลนเนิร์ดและช่วยหาคนร้ายจริง และเลนเนิร์ดก็ฆ่าคนร้ายตัวจริงไปแล้ว เท็ดดี้ว่าเขาเป็นถ่ายรูปเลนเนิร์ดยิ้มแย้มหลังฆ่าคนร้าย แต่เลนเนิร์ดจำไม่ได้ จึงต้องหาคนร้ายอีกรอบ

เท็ดดี้ว่ามีคนชื่อ จอห์น จี. มากมายทั่วประเทศ เขาเองชื่อ John Edward Gammell เป็น ‘จอห์น จี.’ เหมือนกัน

เลนเนิร์ดไม่ต้องการจำสิ่งที่เท็ดดี้เพิ่งบอกเขา เขาต้องการลืมสิ่งที่เท็ดดี้หลอกให้เขาทำ เขาจึงเขียนหลังรูปเท็ดดี้ “อย่าเชื่อคำโกหกของมัน” เขาเผารูปถ่ายศพจิมมี เขาเขียนโน้ตให้ตัวเองไปสักเลขป้ายทะเบียนรถของเท็ดดี้บนตัว เพราะเขาต้องการให้เท็ดดี้คือ จอห์น จี. คนต่อไป เขาขับรถจากัวร์ของจิมมีไป เขาจอดหน้าร้านสัก

หนังจบตรงนี้

เป็นการจบที่ชาญฉลาด ทำให้ไคลแม็กซ์ไปอยู่ที่ท้ายเรื่องได้ การจบเป็นการเริ่มกระบวนการล่า ‘จอห์น จี.’ อีกรอบ การเล่าเรื่องย้อนไปมาก็สะท้อนสภาพจิตสับสนของตัวละครหลัก

จะเห็นว่า วิธีการเล่าเรื่องจึงสำคัญไม่แพ้ตัวเรื่อง เรื่องเดียวกันแท้ๆ ตัวละครชุดเดียวกัน ฉากเดียวกัน เพียงจัด sequence ต่างกัน ก็ได้ผลลัพธ์ต่างกัน ในเรื่องนี้เรื่องเพิ่มความน่าสนใจและชวนคิดมากเพราะการจัด sequence แท้ๆ เรื่องนี้จัดว่าเป็นหนังแนวทดลองที่ลงตัว Form fuses with function

ในเรื่องสั้น โลกีย-นิพพาน ผมเล่าเรื่องสองเรื่องคู่ขนานเช่นกัน ทั้งสองเรื่องใช้ตัวละครหลักคนเดียวกัน คนละเวลา หากเล่าแบบ Linear narrative เรื่องก็คงธรรมดา แต่เพียงจัด sequence ใหม่ ให้เรื่องเดินคู่ขนานไป เรื่องก็น่าสนใจขึ้นกว่าเดิมทันที

ในเรื่องสั้น เกม ใช้สามเรื่องสามเหตุการณ์ ตัวละครคนเดียวกัน เดินเรื่องสลับกันไป ก็คือใช้การจัด sequence ช่วย

ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน ตอน 2483/2488 เล่าสองเรื่องสลับกันไป สองเหตุการณ์ ตัวละครคนเดียวกัน

เช่นกัน ในนวนิยาย โลกใบที่สองของโม จัดเรื่องสองสาย ขนานกันไป เรื่องหนึ่งเป็นนิยายภาพ อีกเรื่องหนึ่งเป็นตัวหนังสือ




อย่างไรก็ตาม ในโลกของนิยาย ไม่ได้มีแค่การเล่าเรื่องแบบหน้าไปหลัง และหลังไปหน้าเท่านั้น ยังมีการเล่าเรื่องแบบที่เดินไปข้างหน้าแล้วปรากฏที่จุดเริ่มต้น มักพบในนิยายวิทยาศาสตร์ เช่น ธีมการเดินทางข้ามเวลา โครงเรื่องแบบนี้เดินเรื่องเป็นวง (loop) เรื่องเดินเรื่องจากจุด ก. แล้วดำเนินไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็กลับมาที่จุด ก. อีกครั้ง แต่ระวัง! นี่ไม่ใช่เทคนิคของการเล่าเรื่อง มันเป็นโครงสร้างของเรื่อง

เรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ที่มีโครงเรื่องเดินเป็นวงที่เป็นที่รู้จักกันดีเรื่องหนึ่งชื่อ -All You Zombies- (1959) ของ รอเบิร์ต ไฮน์ไลน์

เรื่องเริ่มต้นที่บาร์แห่งหนึ่งในปี 1970 ชายขี้เมาคนหนึ่งเล่าให้บาร์เทนเดอร์ฟังว่า เขาเป็นนักเขียนที่รู้เรื่องผู้หญิงดี ทั้งนี้เพราะเขาเคยเป็นผู้หญิงมาก่อน

เขาเกิดเป็นทารกหญิง ถูกทิ้งไว้หน้าสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าในปี 1945 คนเลี้ยงตั้งชื่อเขาว่า เจน เจนโตเป็นสาว ในปี 1963 คบกับชายคนหนึ่งซึ่งทำให้เธอตั้งท้อง แล้วเขาก็หายตัวไป ระหว่างการผ่าตัดทำคลอด หมอพบว่าเจนเป็นทั้งหญิงและชายในตัวคนเดียว เพื่อช่วยชีวิตเจน หมอจำเป็นต้องเปลี่ยนให้เธอเป็นผู้ชาย ในตอนนั้นทารกหญิงของเจนก็ถูกลักพาไปจากโรงพยาบาล เจนซึ่งเป็นผู้ชายก็ดำเนินชีวิตต่อไป กลายเป็นนักเขียน

บาร์เทนเดอร์เสนอตัวช่วยเจนแก้แค้นชายที่ทอดทิ้งเขาคนนั้น เจนกับบาร์เทนเดอร์เดินทางด้วยยานเวลาที่อยู่หลังร้าน เจนกลับไปในอดีตปี 1963 เจนในสภาพผู้ชายพบหญิงสาวคนหนึ่ง ทำให้เธอตั้งครรภ์ ส่วนบาร์เทนเดอร์เดินทางต่อไปอีกเก้าเดือน ไปลักพาทารกหญิงที่เพิ่งเกิดจากโรงพยาบาล แล้วเดินทางด้วยยานเวลาทิ้งทารกหญิงไว้หน้าสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่คลีฟแลนด์ในปี 1945 หลังจากนั้นบาร์เทนเดอร์ก็เดินทางกลับมาในปี 1963 รับตัวเจน (ในสภาพผู้ชาย) ไปในปี 1985 ให้เจนเข้าทำงานที่หน่วยงานเกี่ยวกับการเดินทางข้ามเวลา หลังจากนั้นบาร์เทนเดอร์ก็เดินทางกลับมาที่บาร์ในปี 1970 ไม่กี่นาทีหลังจากเขาหายไปหลังร้าน

พอบาร์ปิด บาร์เทนเดอร์ก็เดินทางกลับเวลาจริงของเขา คือปี 1993 เขาก็คือเจนผู้ไปทำงานที่หน่วยเดินทางข้ามเวลา ที่ท้องของเขามีรอยแผลเป็นที่เกิดจากการผ่าตัดทำคลอดเมื่อครั้งที่เขาเป็นหญิงสาวนาม เจน!

เรื่องเดินเป็นวงอย่างนี้ไม่สิ้นสุด เพราะตัวละครทุกคนในเรื่องนี้คือคนคนเดียวกัน

ในเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์สี่เรื่องที่ผมเขียน คือ เดือนช่วงดวงเด่นฟ้า ดาดาว, จรูญจรัสรัศมีพราว พร่างพร้อย, ยามดึกนึกหนาวหนาว เขนยแนบ แอบเอย และ เย็นฉ่ำน้ำค้างย้อย เยือกฟ้าพาหนาว เริ่มเรื่องจากการผจญภัยของสุนทรภู่แห่งบางกอกไปจนถึงสุนทรภู่ที่ท่องจักรวาล เมื่อจักรวาลสิ้นสุดและกำเนิดใหม่ กาลก็เดินหน้าไปที่จุดเริ่มต้นอีกครั้งในตอนจบ

จะว่าไปแล้ว เทคนิคการเล่าเรื่องก็ไม่ได้มีมากมายอะไร หลักๆ คือ Linear narrative, Non-linear narrative แต่เพียงแค่นี้ เมื่อผสมกับเทคนิคการเล่าเรื่องอื่นๆ ก็สามารถแตกหน่อเป็นการเล่าแบบต่างๆ ได้อีกมากมาย  

จะเห็นว่าวิธีการเล่าแต่ละแบบเหมาะสมกับนิยายแต่ละเรื่อง ขึ้นกับการออกแบบเรื่องว่าวิธีไหนให้พลังมากที่สุด จะเขียนเรื่องที่สนุกและจับคนอ่านอยู่ นักเขียนต้องรู้ว่าควรเริ่มเล่าตรงไหน เริ่มด้วยองค์ประกอบอะไร เมื่อไรควรเปลี่ยนฉาก สลับฉาก ควรจบด้วยฉากใด ฯลฯ

Flashback, Flashforward, In medias res เหล่านี้ก็เป็นแค่ศัพท์แสง ไม่ต้องท่องจำ หากนักเขียนเข้าใจเรื่องทะลุแล้ว ก็แค่ทดลองจัดลำดับเรื่องดูว่าเริ่มด้วยท่อนไหนสนุกกว่า จบด้วยท่อนไหนให้พลังมากกว่า ทดลองเรียงทั้งแบบลำดับเวลาและแบบไม่ลำดับเวลา แบบไหนทำให้เรื่องแรงกว่า ก็เล่าด้วยวิธีนั้น การจัด sequence ช่วยปรับปรุงคุณภาพของเรื่องได้ก็จริง แต่ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องก็ต้องมีพล็อตที่ดีและสารความคิดที่น่าสนใจ จึงจะไปรอด



วินทร์ เลียววาริณ

www.winbookclub.com

26 กรกฎาคม 2557
ส่งต่อให้เพื่อน :  

เงาของนักเขียนคนหนึ่ง ตอน 4 - วินทร์ เลียววาริณ

Winbookclub.com:





เงาของนักเขียนคนหนึ่ง ตอน 4 
ซัพพล็อต



หากเราคัดเลือกนักเขียนที่เก่งทาง plot-based ของโลกมาสักสิบคน กิมย้งต้องเป็นหนึ่งในนั้น ตลอดชีวิตเขาเขียนนวนิยายและเรื่องสั้นแค่สิบห้าเรื่องเท่านั้น แต่แทบทุกเรื่องทำให้ยุทธจักรสะเทือน

กิมย้งเป็นนักอ่านตัวยง ทั้งตำนานจีน เช่น สามก๊ก, ความฝันในหอแดง ฯลฯ ไปจนถึงวรรณกรรมตะวันตก เมื่อเขานำวิธีการแต่งเรื่องแบบตะวันตกมาผสมกับวิธีการเขียนแบบตะวันออก  ผสานกับจินตนาการไร้ขอบเขตของเขา ก็คือกำเนิดของนิยายจีนกำลังภายในสายใหม่

กิมย้งเริ่มชีวิตนักหนังสือพิมพ์สองปีหลังสงครามโลกครั้งที่สองยุติ ทำงานกับหนังสือพิมพ์ต้ากงเป้าที่เซี่ยงไฮ้ ต่อมาไปทำงานต่อที่หนังสือพิมพ์ซิ่นหวั่นเป้าที่ฮ่องกง ตำแหน่งผู้ช่วยบรรณาธิการ ที่นั่นเองเขาพบกับเฉินเหวินถง เจ้าของนามปากกา เหลียงหยี่เซิน ทั้งสองกลายเป็นเพื่อนรักกัน

ในปี 1953 เฉินเหวินถงเขียนนวนิยายจีนกำลังภายในเรื่องแรกชื่อ นางพญาผมขาว และกลายเป็นนักเขียนมีชื่อเสียง เฉินเหวินถงคนนี้นี่เองจุดประกายให้กิมย้งเริ่มเขียนนวนิยายบ้าง เรื่องแรกคือ จอมใจจอมยุทธ์ (ซูเจี้ยนเอินโฉวเล่อ / จือเกี่ยมอึ้งชิ้วลก) ในปี 1955 เขียนจากตำนานที่เล่ากันว่า เคี่ยนหลงฮ่องเต้แห่งราชวงศ์เช็งมีสายเลือดจีนฮั่น เรื่องที่สองคือ ปี้เสียะเจี้ยน (เพ็กฮ้วยเกี่ยม / กระบี่เลือดเขียว) ทั้งสองเรื่องถือว่าแปลกใหม่ ฉีกแนวจากขนบเดิม แต่ฝีมือ ‘มือใหม่หัดขับ’ ยังตะกุกตะกักอยู่บ้าง จนเมื่อถึงเรื่องที่สาม กิมย้งก็โด่งดังเป็นพลุ เรื่องนั้นก็คือ มังกรหยก (เส้อเตียวอิงโสวงจ้วน - ตำนานวีรบุรุษยิงนกอินทรี)

มังกรหยกใช้ฉากแผ่นดินจีนราชวงศ์ซ้อง เป็นยุคที่บ้านเมืองเสื่อมโทรมสุดขีด ตัวละครหลักคือก๊วยเจ๋งกับเอี้ยคัง ทั้งสองเป็นบุตรของพี่น้องร่วมสาบานคู่หนึ่ง ก๊วยเจ๋งเติบใหญ่ในความดูแลของพวกมองโกลยุคที่เตมูจินยังไม่ตั้งตนเป็นเจ็งกิสข่าน เอี้ยคังโตในวังของพวกไต้กิมก๊ก ทั้งมองโกลและไต้กิมก๊กก็อยากยึดครองจีนฮั่นทั้งคู่ ตัวละครทั้งสองยืนบนทางสองแพร่งว่าจะช่วยศัตรูที่ชุบเลี้ยงตนหรือจะช่วยแผ่นดินมาตุภูมิ

มังกรหยก รวมเทคนิคการเขียนการเดินเรื่องแบบตะวันตกและแบบเก่า ผสมงานตำนานสงครามอย่าง สามก๊ก, นิยายรักอย่าง ความฝันในหอแดง, ประวัติวีรบุรุษนักรบโบราณ, วิชาการต่อสู้, จินตนาการโลกของยุทธจักรแบบใหม่ กลายเป็นส่วนผสมที่สนุก แปลกจากเรื่องพงศาวดารจีนเดิมๆ เรื่องอ่านสนุกเหลือประมาณ ผมอ่านมังกรหยกเล่มแรกหนาหนึ่งพันหน้าจบภายในห้าชั่วโมง! คนอ่านร้อยละร้อยต้องอ่านต่อจนจบ ต่อให้มีการสอบไล่ในวันรุ่งขึ้น! พล็อตแบบนี้เองที่ทำให้ผมอ่านนิยายในห้องเรียนขณะที่ครูกำลังสอน! เป็นความผิดของกิมย้งล้วนๆ!

หลังจากนั้นโลกของนิยายจีนก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

หลังจากโด่งดังจาก มังกรหยก กิมย้งกับเพื่อนก่อตั้งบริษัทหนังสือพิมพ์หมิงเป้า ทำงานในฐานะบรรณาธิการ และเขียนนวนิยาย มังกรหยก ภาคสอง (เสินเตียวเสียะหลี่ / อินทรีเจ้ายุทธจักร / เอี้ยก้วยเจ้าอินทรี) ป้อนหมิงเป้า เขียนวันละหมื่นอักษรอยู่สองปี ว่ากันว่าหนังสือพิมพ์หมิงเป้าเกิดได้เพราะคนอ่านติด มังกรหยก ภาคสอง งอมแงม เหมือนสมัยที่ยาขอบเขียน ผู้ชนะสิบทิศ ทุกวันที่นิตยสารออก มีคนอ่านมารออ่าน ผู้ชนะสิบทิศ หน้าโรงพิมพ์อย่างไรอย่างนั้น

กิมย้งเป็นราชาแห่งการสร้างพล็อต พล็อตหลักและซัพพล็อตของเขาประณีตอย่างยิ่ง ตัวอย่างคือผลงานในยุคหลังเมื่อเขาเป็นจอมยุทธ์แห่งอักษรแล้วจริงๆ เช่น แปดเทพอสูรมังกรฟ้า, กระบี่เย้ยยุทธจักร ฯลฯ ฝีมือคิดพล็อตของเขาถือว่าสุดยอด ทักษะในการปะซัพพล็อตเข้ากับแกนกลางเรื่องก็ยอดเยี่ยม

มังกรหยก ภาคสอง พัฒนาจาก มังกรหยก ไปอีกระดับ คอนเส็ปต์คือเรื่องความรักที่ขัดแย้งกับประเพณี ซึ่งเป็นประเด็นที่ไม่เคยปรากฏในนิยายกำลังภายในมาก่อน แกนหลักคือเรื่องความรักของตัวละครเอี้ยก้วยกับเสียวเล่งนึ้ง มีซัพพล็อตหลายเรื่องที่เขียนได้ดีมาก เช่น เรื่องของเฮ้งเตงเอี้ยงกับลิ้มเซียวเอ็ง, เรื่องรักของลี้มกโช้ว เป็นต้น ทุกซัพพล็อตโยงกับคอนเส็ปต์ของแกนเรื่อง สอดคล้องกลมกลืน ดั่งหยกเนื้อดีที่สลักเสลาเป็นเครื่องประดับงดงามด้วยฝีมือเทพ

ที่โดดเด่นอีกเรื่องหนึ่งคือ แปดเทพอสูรมังกรฟ้า (เทียนหลงป้าปู้) แก่นเรื่องคือความรักของมนุษยชาติและการต่อต้านสงครามแห่ง ‘เส้นสมมุติ’ เป็นนวนิยายที่ใช้ตัวละครและซัพพล็อตเปลือง บางซัพพล็อตดีจนเป็นนวนิยายเอกเทศอีกเรื่องหนึ่งได้ ถ้าเป็นนักเขียนคนอื่น ก็คงใช้เป็นโครงเรื่องหลักไปแล้ว ไม่งั้นเปลืองพล็อต! เรื่องประกอบด้วยพล็อตใหญ่ เช่น เรื่องของต้วนอวี้แห่งตาลีฟู, เฉียวฟงแห่งต้าเหลียว, ซีจู๋แห่งจีน และซัพพล็อตย่อย เช่น แผนลอบสังหารบิดาของเฉียวฟง, เรื่องรักของเฉียวฟงกับอาจู ฯลฯ เหล่านี้ร้อยต่อกันเป็นเรื่องใหญ่ การเขียนเรื่องสเกลใหญ่ขนาดนี้ ถ้ามือไม่ถึง ก็เละ

หลังจาก แปดเทพอสูรมังกรฟ้า ออกสู่บรรณพิภพ นักอ่านเชื่อว่ากิมย้งคงไม่น่าจะสามารถสร้างเรื่องใหม่ที่ดีกว่านี้ได้อีก ขอแค่รักษามาตรฐานเดียวกับ แปดเทพอสูรมังกรฟ้า ได้ก็ขอคารวะด้วยเหล้าสามจอกแล้ว แต่กิมย้งก็ปล่อยหมัดเด็ดออกมาอีก นั่นคือ กระบี่เย้ยยุทธจักร (เซี่ยวอ้าวเจียงหู) ฝีมือการเขียนของกิมย้งก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง การเชื่อมซัพพล็อตเนียนสนิท นอกจากนี้ยังมีการใช้อารมณ์ขันแทรกเป็นระยะ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่กิมย้งไม่ค่อยใช้ในเรื่องก่อนๆ



โดยทั่วไป เรื่องสั้นนำเสนอความคิดหรือสารประเด็นเดียว นวนิยายสามารถนำเสนอได้มากกว่าหนึ่งประเด็น (ก็เพราะมันยาวไง!) องค์ประกอบในเรื่องสั้นมีตัวละคร ฉาก ที่ออกแบบมาให้สื่อสารนั้นๆ จบในตัวมันเอง ถ้าเอาเรื่องสั้นหลายเรื่องมารวมกันในหนังสือเล่มเดียวกัน เราเรียกว่า รวมเรื่องสั้น (collection of short stories) แต่หากเอามารวมภายใต้แก่นเรื่องเดียวกัน ตัวละครหลักชุดเดียวกัน ก็กลายเป็นนวนิยาย

พูดหยาบๆ คือนวนิยายก็คือรวมเรื่องสั้นชนิดหนึ่ง แต่ ‘เรื่องสั้น’ ที่ว่านี้ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์ในตัวมันเองเหมือนเรื่องสั้นทั่วไป ‘เรื่องสั้น’ ที่ว่านี้ก็คือซัพพล็อตนั่นเอง

อะไรคือความแตกต่างระหว่างซัพพล็อตกับเรื่องสั้น?

โดยทั่วไป ซัพพล็อตในนวนิยายทำหน้าที่เป็นพล็อตรอง หรือเรื่องรองรับเรื่องแกนหลัก อาจเป็นเรื่องส่วนขยายของตัวละครประกอบ ยกตัวอย่างเช่น ในนวนิยายเรื่อง บุหงาปารี / บุหงาตานี เรื่องการค้นพบหลักวิชาของปรมาจารย์มาการา, ที่มาของลิ่มเคี่ยม, ความรักระหว่าง รายา ฮีเจา กับฟาริด, ความรักของของ ยามาดะ นากามาสะ กับนาริโกะ, เรื่องของกระเบนขาวกับยาสมีน ฯลฯ เหล่านี้เป็นซัพพล็อต ทั้งหมดเชื่อมกับแกนกลางของเรื่องคือการเมืองยุคสี่ราชินีปตานี

คุณเคยเห็นกิ่งมะยมยาวที่มีผลมะยมเกาะบนกิ่งเป็นแถวใช่ไหมครับ? กิ่งมะยมก็คือแกนเรื่องหลัก ผลมะยมที่เกาะบนกิ่งก็คือซัพพล็อต อาจเป็นผลเดี่ยวหรือเป็นพวง มะยมอยู่ด้วยตัวมันเองไม่ได้ ต้องเกาะบนกิ่งเสมอ นี่ก็คือโครงสร้างของนวนิยาย

ส่วนเรื่องสั้นคือกิ่งมะยมขนาดเล็กหน่อย มีผลมะยมเพียงไม่กี่ผล เรื่องสั้นมีซัพพล็อตได้ตามสบาย แต่ไม่ควรมากจนรก

ข้อแตกต่างระหว่างเรื่องสั้นกับซัพพล็อตคือ เรื่องสั้นสมบูรณ์ในตัวมันเอง ขณะที่ซัพพล็อตไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์ในตัวมันเอง ‘สมบูรณ์ในตัวมันเอง’ หมายถึงมีการปูเรื่อง เดินเรื่อง คลี่คลายเรื่องครบกระบวนการ

เพื่อให้เข้าใจชัดขึ้น ขอยกตัวอย่างกรณีของ เพชรพระอุมา กับ ล่องไพร ทั้งสองเรื่องเป็นนิยายแนวผจญภัย ตื่นเต้น ระทึกใจ

เพชรพระอุมา เป็นผลงานชิ้นเอกของนักเขียนไทยที่เป็นเซียนแห่งพล็อตคนหนึ่งคือ พนมเทียน เขียนได้หลายแนว ทั้งเรื่องบู๊ ผจญภัย สืบสวนสอบสวน ตำรวจ แม้แต่นิยายรักหวานๆ แต่เรื่องที่นักเขียนผู้นี้บอกว่าใช้ฝีมือทั้งหมดที่มีเขียน รวมจินตนาการและความรู้เกี่ยวกับการเดินป่าทั้งหมดในชีวิตมาในหนังสือเรื่องเดียว ก็คือ เพชรพระอุมา

โครงเรื่อง เพชรพระอุมา คือการเดินป่าตามหาคนหาย ชาวกรุงกลุ่มหนึ่งคือ ม.ร.ว. เชษฐา วราฤทธิ์,  ม.ร.ว. ดาริน วราฤทธิ์ และ ไชยยันต์ อนันตรัย มาว่าจ้างพรานพื้นเมืองผู้ชำนาญทางป่าแถบนี้ รพินทร์ ไพรวัลย์ เพื่อไปตามหาคนหายคือ ม.ร.ว. อนุชา วราฤทธิ์ ซึ่งเป็นน้องชายของ ม.ร.ว. เชษฐา และพี่ชายของ ม.ร.ว. ดาริน

อนุชา วราฤทธิ์ เดินทางกับพรานคู่ใจชื่อ หนานอิน มีจุดหมายคือมรกตนคร เมืองลับแลที่ซ่อนอยู่ในขุนเขาพระศิวะ ทั้งคู่หายสาบสูญไป รพินทร์ ไพรวัลย์ ตกลงรับงาน มีทีมงานหลายคน เช่น บุญคำ เกิด จัน เส่ย และชาวกะเหรี่ยงที่ไม่มีใครรู้ที่มานาม แงซาย

การเดินทางฟันฝ่าป่าทึบต้องพบสิงสาราสัตว์ ตั้งแต่เสือลำบาก ช้างเกเร กระทิงดุ ฝูงลิงป่า งูยักษ์ ไดโนเสาร์ เมืองลับแลพืชกินคน มนตราอาคมของหมอผี ผีบ้าน ผีป่า ผีกองกอย ผีดิบมันตรัย ค้างคาวผี นักรบโบราณ ศึกชิงบัลลังก์ ไปจนถึงภัยธรรมชาติตั้งแต่น้ำป่า ภูเขาไฟ ไปจนถึงหิมะ ฯลฯ ไม่แปลกที่เรื่องนี้ใช้เวลาเขียนราวยี่สิบหกปี! และก็ไม่แปลกที่มันเป็นนวนิยายที่ยาวที่สุดในโลก

เรื่องยาวขนาดนี้ย่อมมีจำนวนซัพพล็อตมากมาย เช่น การล่าเสือลำบาก, การล่าช้างป่า, การต่อสู้กับชนเผ่าสางเขียว, เรื่องของผีดิบมันตรัย, เรื่องของค้างคาวผี, เรื่องรักของขุนพลหนุ่มกับเจ้าหญิง, ศึกชิงบัลลังก์มรกตนคร ฯลฯ ทั้งหมดเสียบเข้ากับแกนกลางของเรื่องคือการเดินทางตามหาคนหาย

หลายปีก่อนที่ เพชรพระอุมา ปรากฏในบรรณพิภพ เมืองไทยมีนิยายชุด ล่องไพร ของ น้อย อินทนนท์ กำเนิดเมื่อปี พ.ศ. 2497 ในรูปละครวิทยุ ท.ท.ท. มีลักษณะเป็นซีรีส์ เป็นละครวิทยุยอดฮิตอยู่หลายปี

ซีรีส์ ล่องไพร มีราวยี่สิบกว่าตอน เช่น อ้ายเก, งาดำ, หุบผามฤตยู, มนุษย์นาคา, แดนสมิง, จ้าวป่า, เมืองลับแล, ป่าช้าช้าง, วิมานฉิมพลี, ตุ๊กตาผี, ทางช้างเผือก, เทวรูปชาวอินคา, มดแดง, พรายตะเคียน, เสือกึ่งพุทธกาล, จามเทวี ฯลฯ ทั้งหมดใช้ตัวละครหลัก ศักดิ์ สุริยัน ใช้สรรพนามว่า ‘ข้าพเจ้า’, ร้อยเอกเรือง และพรานพื้นเมืองชื่อ ตาเกิ้น บางตอนก็มีตัวละครสมทบ เช่น ดร. สมิธ, แหม่มไมรา, วิลเบอร์ โจนส์ ฯลฯ การผจญภัยของพวกเขา เช่น ป่าช้าช้าง สัตว์ร้ายพันธุ์ต่าง ๆ ไปจนถึงสัตว์ประหลาด เช่น ครุฑ และบางเรื่องก็เหนือธรรมชาติ พิลึกกึกกือ ผจญภัยไปตามที่ต่างๆ ทั้งป่าไทยและป่าต่างประเทศ

จะเห็นว่า ล่องไพร และ เพชรพระอุมา เป็นนิยายแนวเดียวกัน แต่จุดที่จะชี้คือความแตกต่างของสองเรื่องนี้ในประเด็นซัพพล็อต

การผจญภัยแต่ละตอนของ ล่องไพร และ เพชรพระอุมา มีองค์ประกอบและวิธีเดินเรื่องคล้ายกัน ทว่าแต่ละตอนของ เพชรพระอุมา (เช่น การต่อสู้กับพวกสางเขียว เรื่องผีดิบมันตรัย) จัดเป็นซัพพล็อต ส่วนแต่ละตอนของ ล่องไพร (เช่น เรื่องของมนุษย์นาคา, เมืองลับแล, เทวรูปชาวอินคา) ไม่จัดเป็นซัพพล็อต

ทำไม?

ก็เพราะทุกตอนของ เพชรพระอุมา โยงเข้ากับแกนกลางของเรื่องคือการตามหาคนหาย แต่ทุกตอนของ ล่องไพร เป็นเรื่องเอกเทศในตัวมันเอง แต่ละเรื่องถือเป็นเรื่องสั้นหรือนวนิยายขนาดสั้นที่สมบูรณ์ในตัวมันเอง จึงไม่ถือว่าเป็นซัพพล็อต ซัพพล็อตส่วนใหญ่เสียบกับแกนหลักเรื่องก่อนจึงจะสมบูรณ์

แต่นี่ไม่ใช่กฎเกณฑ์ตายตัว เพราะนักเขียนสามารถเปลี่ยนกฎได้เสมอ ยกตัวอย่างเช่นนวนิยาย ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน ผมเล่าเรื่องซัพพล็อตจำนวนสิบเอ็ดเรื่องมาเสียบกับแกนหลักเหมือน เพชรพระอุมา ทว่าแต่ละซัพพล็อตเป็นเรื่องสั้นเอกเทศเหมือนใน ล่องไพร ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน จึงเป็นทั้งซัพพล็อต, รวมเรื่องสั้น และนวนิยายเป็นไปในตัว

ในนวนิยาย ปีกแดง ผมทดลองดึงซัพพล็อตแยกออกมาเป็นเรื่องสั้นเอกเทศ ยกตัวอย่าง เช่น ในฉากหนึ่งตัวละครหลัก รุจน์ รุจิเรข เดินเท้ากลับกรุงเบอร์ลิน เขาผ่านผู้หญิงชุดขาวคนหนึ่ง หล่อนสะดุดก้อนหินล้มลง เขายื่นมือออกไปฉุดหล่อนขึ้นมา หล่อนเอ่ยคำขอบคุณและเดินจากไป ตัวละครหญิงคนนี้ไม่มีความสำคัญต่อเรื่องแต่อย่างไร แต่ผมทดลองเขียนเรื่องราวชีวิตของตัวละครหญิงคนนี้แยกออกมาต่างหากในรูปเรื่องสั้นชื่อ ผู้หญิงชุดขาวที่เดินออกจากเบอร์ลิน นี่คือซัพพล็อตที่ทำหน้าที่เป็นสิ่งที่เรียกว่า Story Within Story

ในกรณีของนวนิยาย นักเขียนที่เชี่ยวชาญเรื่องการแต่งซัพพล็อตและ Story Within Story ในระดับเซียนก็หนีไม่พ้นกิมย้ง ดังนั้นหากจะศึกษาเรื่องนี้ ก็ต้องศึกษางานของกิมย้ง



เรื่องส่วนใหญ่ของกิมย้งยาวมาก ในที่นี้จึงยกนวนิยายขนาดกลางเรื่องหนึ่งของเขามาเป็นตัวอย่างศึกษา คือ กระบี่ใจพิสุทธิ์ เหตุผลคือนอกจากจะใช้ศึกษาการวางซัพพล็อต จะใช้ว่าเรื่องกระเด็นการลอกและแรงบันดาลใจ (ซึ่งจะว่ากันในโอกาสต่อไป)

เรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกใน South East Asia Weekly ปี 1963 ใช้ชื่อว่า ซู่ซินเจี้ยน (ซู่ซิมเกี่ยม / กระบี่ใจพิสุทธิ์) จำได้ว่าพ่อผมก็อ่านเมื่อเรื่องนี้ลงพิมพ์เป็นตอนๆ ในหนังสือพิมพ์ซิงเสียนเยอะเป้า ในเมืองไทย จำลอง พิศนาคะ แปลในชื่อ มังกรแก้ว ต่อมากิมย้งเปลี่ยนชื่อเป็น เลี่ยงเซี้ยก๊วก ภาษาไทยตั้งชื่อว่า หลั่งเลือดมังกร ต่อมาก็เปลี่ยนเป็น กระบี่ใจพิสุทธิ์ ตามชื่อแรก

กระบี่ใจพิสุทธิ์ เป็นนวนิยายที่พูดถึงกันน้อยกว่าเรื่องอื่นๆ ทั้งที่เป็นงานวางพล็อตที่ดีมากเรื่องหนึ่ง เรื่องไม่ยาวนัก แต่ลงตัว ได้อารมณ์สะเทือนใจ

ทว่าก่อนเข้าเรื่อง กระบี่ใจพิสุทธิ์ มีศัพท์สองคำที่นักเขียนควรรู้ คือ protagonist กับ antagonist

protagonist คือตัวละครหลัก มักเป็นพระเอกของเรื่อง

antagonist คือคู่ตรงข้ามกับตัวละครหลัก อาจเป็นศัตรูหรือคิดตรงข้ามกับ protagonist อาจเป็นกลุ่มคน สถาบัน องค์กร ที่เป็นคู่ตรงข้ามกับ protagonist

ในเรื่อง มังกรหยก ภาคหนึ่ง protagonist คือ ก๊วยเจ๋ง antagonist คือเอี้ยคังและผู้ร้ายคนอื่นๆ

ในนวนิยาย เจมส์ บอนด์ protagonist คือ เจมส์ บอนด์ antagonist คือตัวร้าย เป็นต้น

ทีนี้มาว่ากันถึงตัวอย่างเรื่อง กระบี่ใจพิสุทธิ์

(ตรงนี้มีสปอยเลอร์)

ใน กระบี่ใจพิสุทธิ์ protagonist ของเรื่องคือ เต๊กฮุ้น เป็นหนุ่มบ้านนอก ลูกศิษย์ของอาจารย์เช็กเชี่ยงฮวด เต็กฮุ้นรักกับเช็กฮวง ลูกสาวอาจารย์ ทั้งสามเดินทางไปงานวันเกิดของบ้วนจิ้นซัว ในงานเกิดการวิวาทกัน อาจารย์ของเขาแทงบ้วนจิ้นซัว แล้วหลบหนีไป ส่วนเต๊กฮุ้นถูกใส่ความว่าขโมยของและข่มขืนภรรยาน้อยของบ้วนจิ้นซัว ถูกทางการจับไปเข้าคุก ร้อยโซ่ที่ไหปลาร้าจนพิการ เช็กฮวงเสียใจที่เต๊กฮุ้นลวนลามหญิงอื่น จึงเริ่มถอนหัวใจจากเขา

ในคุกนั้นเต็กฮุ้นพบนักโทษคนหนึ่งชื่อ เต็งเตียน ถูกขังในห้องของเดียวกัน ทุกเดือนเต็งเตียนถูกผู้คุมลากตัวไปซ้อม เมื่อกลับมาก็ซ้อมเต็กฮุ้นระบายอารมณ์

วันหนึ่งเต็กฮุ้นได้ข่าวว่าคนรักแต่งงานกับลูกชายของบ้วนจิ้นซัว เขารู้สึกหมดหวังในชีวิต จึงผูกคอตาย เต็กฮุ้นสิ้นลม แต่ก็ฟื้นขึ้นมา เพราะเต็งเตียนใช้พลังลมปราณซิ้นเจียวเก็งช่วยเขาฟื้นจากความตาย เต็งเตียนบอกว่า เต็กฮุ้นฆ่าตัวตายในเวลาที่พอเหมาะ เพราะหากเป็นเมื่อหลายเดือนก่อน ก็ช่วยไม่ได้ เพราะยังฝึกวิชาลมปราณไม่สำเร็จ

เต็งเตียนมีประสบการณ์ในวงการยุทธจักร ชี้ให้เต๊กฮุ้นเห็นว่าทำไมแค่ถูกกล่าวหาว่าขโมยของและล่วงเกินภรรยาน้อยของบ้วนจิ้นซัว จึงต้องโทษถึงขนาดใช้โซ่ร้อยไหปลาร้าจนพิการ โทษใช้โซ่ร้อยไหปลาร้านั้นเป็นของนักโทษคดีอุฉกรรจ์ ไม่ใช่คดีธรรมดา เห็นชัดว่าเป็นการวางแผนใส่ความเต๊กฮุ้น หมายให้เขาตายในคุก และเจตนาสำคัญคือใช้เขาล้วงความลับจากเต็งเตียน

ตั้งแต่นั้นเต็งเตียนสอนวิชาให้เขา แล้วทั้งสองก็แหกคุกออกไป เต็งเตียนไปหาคนรักนาม เล้งซึงฮั้ว แต่พบว่านางตายแล้ว ด้วยความเศร้าใจ เต็งเตียนกอดรัดหีบศพ และถูกพิษบนโลงศพเสียชีวิต

เต๊กฮุ้นนำศพของเต็งเตียนไปฝังไว้คู่กับเล้งซึงฮั้ว และพบความลับในโลงศพของนาง ภายในฝาโลงชั้นในมีรอยขีดด้วยเล็บของนางก่อนตาย เป็นเคล็ดวิชาหนึ่ง

เต๊กฮุ้นออกไปเผชิญโลกตามลำพัง พบตัวละครใหม่ๆ อีกหลายคน เช่น หลวงจีนป้อเฉีย นิกายดาบโลหิต ซึ่งเป็นศัตรูของเต็งเตียน, หลวงจีนฮวยตอเล่าโจ๊ว, หญิงสาวนาม จุ้ยเซ็ง ฯลฯ ในที่สุดก็พบความลับของซู่ซิมเกี่ยม รวมทั้งคลี่คลายปริศนาการหายไปของอาจารย์

นี่เป็นแกนเรื่องหลัก หรือกิ่งมะยมกิ่งใหญ่

ส่วนซัพพล็อต (ลูกมะยม) ที่เสียบเข้ามามีมากมาย เช่น ซัพพล็อตความรักของเต็งเตียนกับเล้งซึงฮั้ว, ซัพพล็อตความลับในโลงศพ, ซัพพล็อตเต็งเตียนพบอาจารย์ของเต๊กฮุ้นกับศิษย์ร่วมสำนักอื่นๆ

ยกตัวอย่างซัพพล็อตความรักของเต็งเตียนกับเล้งซึงฮั้วซึ่งเขียนได้ดี กระชับ และซาบซึ้ง ฉากของเรื่องคืองานดอกเบญจมาศที่ตลาดเมืองฮันเค้า เต็งเตียนพบหญิงสาวคนหนึ่งชื่อ เล้งซึงฮั้ว ผู้มาชมดอกเบญจมาศ ทั้งสองถูกเชื่อมเข้าด้วยกันด้วยความสนใจในดอกไม้เหมือนกัน กิมย้งบรรยายฉากดอกเบญจมาศได้อย่างงดงามจนเห็นภาพ ทั้งสองตกหลุมรักกัน

ซัพพล็อตนี้ทำหน้าที่บอกว่าเต็งเตียนรักกับเล้งซึงฮั้ว การออกแบบเรื่องรักโดยใช้ฉากงานดอกเบญจมาศเป็นเรื่องเอกเทศเรื่องหนึ่ง ดังนั้นจะเปลี่ยนฉากเป็นตลาดดอกทานตะวัน ดอกมะลิ ตลาดทุเรียน ลำไย เงาะ หรือจะเป็นชนบท เมือง ร้านขายหมู โรงเตี๊ยม หรือป่าเขาที่ไหนก็ได้ ไม่กระทบกับแกนเรื่องหลัก สาระยังเหมือนเดิม เพียงแต่ไม่จบในตัว ต้องเอาไปเสียบกับแกนหลักของเรื่องก่อน จึงจะได้ความครบถ้วน นั่นคือความรักของทั้งสองส่งผลให้เต็งเตียนต้องเข้าคุก แล้วจึงได้พบกับเต๊กฮุ้น แล้วโยงเข้ากับซัพพล็อตอื่นๆ เช่น เต็งเตียนพบอาจารย์ของเต๊กฮุ้นกับศิษย์ร่วมสำนักอื่นๆ

จะเห็นว่าเมื่อแกนเรื่องชัดเจน จะใส่ซัพพล็อตมากเท่าไรก็ได้ แต่ต้องเชื่อมกันให้เนียน

หลักการง่ายๆ คือ ไม่ว่าจะมีกี่ซัพพล็อต โยงมันเข้ากับแกนกลางเรื่องเสมอ

ถ้าซัพพล็อตนั้นไม่สามารถเสียบเข้ากับแกนกลาง ก็เพราะซัพพล็อตนั้นเป็นส่วนเกินของเรื่อง ควรพิจารณาตัดมันทิ้งไป

ปัญหาของนวนิยายจำนวนมากคือสร้างซัพพล็อตที่ไม่เกี่ยวกับแกนเรื่องหลัก เป็นซัพพล็อตลอยๆ นึกจะใส่ก็ใส่เข้าไป โดยไม่สนใจว่ามันส่งผลต่อแกนเรื่องหลักอย่างไร หรือบางทีก็ส่งผลเพียงเล็กน้อย ยกตัวอย่างเช่น แต่งซัพพล็อตยาวสามสิบหน้าเพื่ออธิบายที่มาของชื่อเล่นนางเอก ถ้าชื่อเล่นของนางเอกไม่สำคัญต่อแกนหลักของเรื่อง ก็ควรตัดซัพพล็อตนี้ทิ้งไปเสีย หรืออธิบายเพียงบรรทัดเดียวก็ได้ เช่น “หล่อนมีชื่อเล่นว่า หนูนา เพราะในวันที่หล่อนเกิด หนูนาตัวหนึ่งวิ่งตัดหน้าแม่” ไม่ต้องเล่าว่าหนูนาตัวนั้นเป็นตัวผู้หรือตัวเมีย ตัวใหญ่ขนาดไหน อายุเท่าไร อาศัยอยู่ตรงไหนของท้องนา เป็นหนูนาพันธุ์ไหน มีบรรพบุรุษเป็นหนูจากเทือกเขาอัลไต หรือเกิดแถวแหลมทองนี่เอง

นักเขียนทุกคนในโลกมีปัญหาตัดใจยาก! เขียนพล็อตมาแทบตาย จะให้ตัดทิ้งไปง่ายๆ ทำไม่ได้! จากประสบการณ์ ผมขอแนะนำว่าอย่าเสียดาย ถ้ามันไม่เกี่ยวกับเรื่อง เจี๋ยนมันทิ้งไปเลย แต่เก็บท่อนที่ตัดไว้ในฐานข้อมูล อาจได้ใช้ในโอกาสหน้า

แม้กระทั่งกิมย้งก็มีปัญหาสร้างซัพพล็อตที่ไม่จำเป็น ตัวอย่างคือ มังกรหยก ภาคหนึ่ง เรื่องนี้มีซัพพล็อตมากมายที่ไม่จำเป็นต้องดำรงอยู่ เช่น นกสีแดง, ฉากกองทัพกบสู้กองทัพคางคก, บทบาทของฉิ่งน่ำคิ้มซึ่งถูกเอี้ยคังข่มขืนจนได้ลูกคือเอี้ยก้วย ฯลฯ

ในการปรับปรุงนวนิยายทั้งหมดของเขาตั้งแต่ปี 1972 กิมย้งตัดซัพพล็อตที่ไม่จำเป็นเหล่านี้ออกไปหมด เพราะมันรุงรัง ตัวละครฉิ่งน่ำคิ้มถูกตัดออก แล้วย้ายบทบาทของนางไปให้มกเนี่ยมชื้อ ทำให้เรื่องรัดกุมขึ้นมาก



การเชื่อมซัพพล็อตเข้ากับแกนหลักให้เนียนเป็นเรื่องสำคัญ แต่จะดีขึ้นหากเชื่อมซัพพล็อตหนึ่งเข้ากับซัพพล็อตอื่นๆ ด้วย จะทำให้โครงเรื่องแข็งแรงขึ้น เปรียบเหมือนการสร้างบ้าน ก่อกำแพงอิฐขึ้นมาชิดเสาก็อยู่ แต่จะแข็งแรงขึ้นหากเชื่อมกำแพงนั้นกับเพดานหรือหลังคาด้วย

วิธีหนึ่งของการเชื่อมซัพพล็อตหนึ่งกับซัพพล็อตอื่นๆ คือเชื่อมองค์ประกอบในซัพพล็อตหนึ่งเข้ากับองค์ประกอบในซัพพล็อตอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น ในเรื่อง ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน จ่าตุ้ยขี่จักรยานยนต์ไปซุ่มรอเสือย้อยในฉากแรกของตอน 2476 ครั้นถึงตอน 2495 ตุ้ยก็ขี่จักรยานยนต์คันเดียวกันตามผู้ต้องสงสัยไปกาญจนบุรี แต่ตามไม่สำเร็จเพราะมอเตอร์ไซค์พังเสียก่อน ทั้งสองเหตุการณ์ (ตอน 2476 กับ 2495) ไม่เกี่ยวกัน แต่ใช้จักรยานยนต์เป็น ‘กาว’ เชื่อม ทำให้มีเหตุผลรองรับว่าที่ตามผู้ต้องสงสัยไม่สำเร็จเพราะมอเตอร์ไซค์เก่ามาก ใช้มานานกว่ายี่สิบปี และทำให้จักรยานยนต์ไม่ใช่ส่วนเกินของเรื่อง

อีกตัวอย่างหนึ่งคือภาพยนตร์โทรทัศน์ชุด Breaking Bad เป็นตัวอย่างที่ดีของการสร้างซัพพล็อตที่ไม่เป็นส่วนเกินของเรื่อง ไม่ว่าจะสร้างองค์ประกอบและซัพพล็อตอะไร ก็โยงเข้าหาแกนกลางเสมอ ทำให้เรื่องแน่น ไม่มีไขมัน ไม่มีส่วนเกิน นอกจากนี้ยังเชื่อมซัพพล็อตกับซัพพล็อตเสมอ

(ตรงนี้มีสปอยเลอร์)

ในเรื่องนี้ตัวละครหลักคือ วอลเทอร์ ไวท์ (Walter White) เป็นครูสอนวิชาเคมี วันหนึ่งเขาตรวจพบว่าเป็นมะเร็งขั้นร้ายแรง จึงคิดหาเงินสักก้อนให้ครอบครัว เขาผลิตยาเสพติดออกขาย ใช้นามปลอมว่า ไฮเซนเบิร์ก

(ในกรณีของ วอลเทอร์ ไวท์ เราอาจไม่จัดเขาเป็น protagonist อาจเข้าข่าย antagonist มากว่า เพราะบทคนร้ายของเขา บางทีเราเรียกตัวละครแบบนี้ว่า anti-hero)

วอลเทอร์ ไวท์ มีน้องเขยชื่อ แฮงก์ เป็นเจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติด แฮงก์ตามล่าไฮเซนเบิร์กมานานโดยที่ไม่รู้ระแคะระคายเลยว่า ไฮเซนเบิร์กก็คือญาติของตนนั่นเอง

วอลเทอร์ ไวท์ มีเพื่อนร่วมงานปรุงยาคนหนึ่งซึ่งชื่นชมเขามาก จนเขียนในสมุดบันทึกส่วนตัวว่าชื่นชม WW (Walter White) มาก เพื่อนร่วมงานคนนี้ก็ยังชอบบทกวีของ Walt Whitman และเขียนลงในสมุดบันทึกด้วย

วันหนึ่งเมื่อเพื่อนร่วมงานคนนี้ถูกยิงตาย สมุดบันทึกเล่มนี้ก็เดินทางไปถึงมือของแฮงก์ซึ่งพยายามเดาว่า WW ย่อมาจากชื่อใคร

แฮงก์บอกวอลเทอร์ว่า “WW อาจย่อมาจาก Willy Wonka, Woodrow Wilson หรือ...” แล้วมองตาเขา “...Walter White?”

Walter White ตอบยิ้มๆ ว่า “You got me!” (โดนจับได้จนได้ว่ะ!) ญาติก็หัวเราะ เพราะเห็นเป็นเรื่องเล่น

“You got me!” เป็น decoy เบี่ยงความสนใจออกไปที่อื่น แต่จะให้ decoy นี้ทำงานดีขึ้น ก็ต้องรองรับด้วยเหตุผล ในกรณีนี้ให้ตัวละคร Walter White บอกว่า ดูจากสมุดบันทึกเห็นชัดว่าคนเขียนชอบบทกวีของ Walt Whitman ฉะนั้น WW ก็คือ Walt Whitman นั่นเอง

นักเขียนไม่มีทางสร้างโครงเรื่องอย่างนี้ได้ถ้าเขียนซัพพล็อตตามสบายไปเรื่อยๆ หากตั้งชื่อตัวละครหลักแต่แรกว่า David White หรือ John Black ก็ใช้ซัพพล็อต WW มาเชื่อมด้วยกันไม่ได้

การจะเขียนเรื่องแบบเชื่อมสองซัพพล็อตที่ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกันให้เกี่ยวกันได้ ต้องวางแผนมาล่วงหน้า เราจะสังเกตได้ว่างานเขียนนวนิยายขนาดยาวที่ตีพิมพ์เป็นตอนๆ นั้น การเชื่อมซัพพล็อตกับซัพพล็อตมีข้อจำกัดอย่างยิ่ง เพราะนักเขียนไม่มีโอกาสไปแก้ซัพพล็อตแรกที่ตีพิมพ์ไปแล้ว หรือ establish ฐานของซัพพล็อตหลัง ซัพพล็อตต่างๆ ของเรื่องจึงไม่ค่อยรวมกลุ่มกัน ซัพพล็อตมักผูกเฉพาะกับแกนกลาง แต่ไม่ผูกระหว่างซัพพล็อตด้วยกัน

ด้วยเหตุนี้ การทำงานโดยวางโครงหลักของพล็อตและซัพพล็อตทั้งหลายก่อนหรือเขียนเสร็จทั้งหมดก่อนส่งโรงพิมพ์จึงมีข้อดีตรงนี้



วินทร์ เลียววาริณ

www.winbookclub.com

19 กรกฎาคม 2557

เงาของนักเขียนคนหนึ่ง ตอน 3 - วินทร์ เลียววาริณ

Winbookclub.com:



Elements
-1-

คำศัพท์คำหนึ่งที่ผมพูดบ่อยๆ แต่อาจไม่ทุกคนเข้าใจอย่างที่ผมตั้งใจก็คือคำว่า องค์ประกอบ (element)

องค์ประกอบในรูปวาดก็คือทุกอย่างที่เราวาดลงไปในรูป เช่น ต้นไม้ ต้นหญ้า บ้าน คน ดอกไม้ ท้องฟ้า เมฆ นก ทะเล เรือ ฯลฯ

องค์ประกอบในเรื่องสั้นหรือนวนิยายก็คืออะไรก็ตามที่เราใส่เข้าไปในเรื่อง ได้แก่ตัวละครและฉาก ยกตัวอย่างเช่น “เขานั่งดื่มเบียร์ที่เคาน์เตอร์บาร์ ณ ถนนพัฒน์พงษ์ บาร์เทนเดอร์วางแก้วเหล้าขณะที่หญิงสาวคนหนึ่งโฉบมาหาเขา”

‘เขา’ คือหนึ่ง element บาร์คือหนึ่ง element บาร์เทนเดอร์คือหนึ่ง element หญิงสาวคืออีกหนึ่ง element

ตัวละครสองคนก็เป็นสอง element สามคนก็เป็นสาม element มีกี่ฉากก็มี element จำนวนเท่านั้น

ทว่านอกจาก element ที่เป็นตัวละครและฉากแล้ว หากเราเขียนเรื่องแนวทดลองอย่างงานวรรณรูป (ตัวอย่างเช่นงานชุด หนึ่งวันเดียวกัน, วันแรกของวันที่เหลือ) element อาจเป็นตัวหนังสือ, แบบฟอนต์ รูปภาพก็เป็น element รูปกราฟิกก็เป็น element

เช่นเดียวกับการวาดรูป งานเขียนไม่ว่าจะเป็นเรื่องสั้นหรือเรื่องยาว ยิ่งใส่ element ยิ่งมากก็ยิ่งมีโอกาสรกรุงรัง

อย่างไรก็ตาม อย่าเข้าใจผิดว่า ความน้อยคือปริมาณสองสามชิ้น บางทีตัวละครสองสามคนก็ทำให้เรื่องเละได้เหมือนกัน และบางทีตัวละครมากเป็นร้อยก็ไม่ถือว่า ‘มาก’!

ลองดูภาพวาดต่างๆ ภาพวาดจีนที่มีองค์ประกอบน้อย เว้นพื้นที่ว่างมาก กับภาพวาดที่มีองค์ประกอบมาก ก็สามารถสวยได้ทั้งคู่ เพราะความรกไม่ได้อยู่ที่ความมากเสมอไป แต่อยู่ที่การไม่รู้จักจัดการกับความมาก ปล่อยให้มากจนรก

แต่โอกาสที่เรื่องที่มีองค์ประกอบมากจะเละมีสูงกว่า

ถามว่าถ้าใส่ element น้อยๆ แล้วเรื่องไม่จืดหรือ? คำตอบคือใส่มากตามสบายตราบที่ทำให้มันน้อย

เอ๊ะ! แปลว่าอะไร ใส่มาก แต่ทำให้น้อย?

คำตอบคือเมื่อมีองค์ประกอบมาก ก็ให้รวมเป็นกลุ่ม เพื่อทำให้องค์ประกอบเหลือน้อยที่สุด

นี่คือหลักการจับกลุ่ม (grouping)

เวลาเราวาดรูปต้นไม้ เราเขียนลำต้น แล้วเติมใบไม้ทีละใบจนเต็มต้น ลำต้นจัดเป็นหนึ่ง element ใบไม้แต่ละใบก็เป็นหนึ่ง element ดังนั้นแม้ต้นไม้ประกอบด้วยใบไม้มากมาย แต่เมื่อมองดูภาพรวมแล้ว มันเป็นต้นไม้ต้นเดียว

การเขียนเรื่องสั้นและนวนิยายก็เหมือนกัน

ลองดูอีกตัวอย่างหนึ่ง :

“ชายคนนั้นวัยราวสี่สิบ ไว้หนวด ร่างสูงโปร่ง สวมแจ๊คเก็ตสีน้ำตาล รองเท้าหนังขัดมัน ใบหน้าเขาเคร่งขรึมขณะเดินก้าวข้ามถนน”

ผู้ชาย หนวด แจ๊คเก็ต รองเท้า แต่ละอย่างก็คือหนึ่ง element แม้คำบรรยายนี้ประกอบด้วย element มากมายก็จริง แต่รวมกันเป็นหนึ่งเดียวคือผู้ชายคนนี้

อย่างไรก็ตาม แม้การรวมกลุ่มช่วยลด element ก็ระวังอย่าใส่มากเกินจำเป็น จะทำให้เรื่องรุงรัง รักษาความสะอาดในเรื่องเสมอ อย่าคิดว่า “ก็มันเป็นนวนิยาย ฉันจะใส่รายละเอียดมากเท่าไรก็ได้” เรื่องที่มี ‘ไขมัน’ มากไปเสพแล้วจะเอียน ทำให้เรื่องกระชับเสมอ ไม่ว่าเป็นเรื่องสั้นหรือเรื่องยาว

ทุกครั้งที่ใส่ element อะไรเข้าไปในเรื่อง ถามตัวเองเสมอว่า element นั้นมีไว้เพื่ออะไร ทำหน้าที่อะไร ถ้าตอบไม่ได้ แสดงว่ามันไม่จำเป็น

จะให้ตัวละครสวมเสื้อพื้นเขียวอ่อนลายดอกชบา ต้องตอบได้ว่าทำไมใส่เสื้อตัวนี้ จำเป็นไหม ถ้าการที่สวมเสื้อตัวนี้เพราะตัวละครอยู่ระหว่างลาพักร้อน นอนริมหาด ก็มีเหตุผลรองรับ ไม่เช่นนั้น ก็รุงรังเปล่าๆ

ยกตัวอย่างเช่น เราเล่าเรื่องนักสืบ พุ่มรัก พานสิงห์ ไปสำรวจจุดเกิดเหตุฆาตกรรม

“เขารู้สึกว่ารองเท้าคู่ใหม่รัดเท้าเล็กน้อยขณะก้าวเข้าไปที่จุดเกิดเหตุ เขามองไปทั่วห้องสี่เมตรคูณห้าเมตร พื้นไม้สักสีน้ำตาลสลับพรมเปอร์เซียสีแดงเลือดนก ทำให้เห็นคราบเลือดไม่ชัด แต่เมื่อสังเกตก็เห็นรอยเลือดบนพื้นไหลเรี่ยไปจนถึงเตียง กระจกเงากรอบทองแตกกระจาย โคมไฟทองเหลืองสูงห้าฟุตล้มบนพื้น...” 

องค์ประกอบเหล่านี้สำคัญต่อเรื่อง จึงบรรยายละเอียดได้ว่ากระจกเงาหน้าตาเป็นอย่างไร โคมไฟสูงแค่ไหน พรมดูดซับเลือดหรือเปล่า ฯลฯ

แต่เราไม่ต้องบรรยายว่ารายละเอียดของรองเท้าคู่ใหม่ที่พุ่มรักสวม เพราะมันไม่เกี่ยวกับเรื่อง หากเราต้องการให้คนอ่านรู้ว่าเขาสวมรองเท้าใหม่เพราะมีนัดกับสาวในคืนนั้น แต่ถูกเรียกตัวมาดูเหตุฆาตกรรมก่อน เขาจึงต้องระวังไม่ให้เลือดคนตายเปื้อนรองเท้า เราก็ไม่ต้องบรรยายว่า “เขาสวมรองเท้าแบลลีย์คู่ใหม่ หนังสีน้ำตาลคาดดำเงาสะท้อนแสงไฟ พื้นรองเท้าหนาครึ่งนิ้วเหยียบพื้นโดยไม่มีเสียง เป็นรองเท้าซื้อจากอิตาลีตอนที่เขาไปเที่ยวกับทัวร์เมื่อสองเดือนก่อนด้วยเงินที่ชนะพนันมา” เรื่องจะรกเปล่าๆ แค่บรรยายว่า “เขาเดินอย่างระวัง ก้าวข้ามกองเลือด ไม่ให้ถูกรองเท้าคู่ใหม่ของเขา” ก็พอแล้ว

น้อยเป็นดี


-2-
นักเขียนใหม่ย่อมคุ้นเคยกับกติกาการเขียนเรื่องสั้นที่ว่า ควรสร้างตัวละครน้อยที่สุด เรื่องสั้นไม่ควรมีตัวละครเกินสองหรือสาม แต่หากเป็นนวนิยาย มีตัวละครได้ไม่จำกัด

เหตุผลคือเรื่องสั้นเสนอเรื่องประเด็นเดียว นวนิยายเสนอได้หลายประเด็นในเรื่องเดียว แต่ในฐานะคนทำงานสร้างสรรค์ เราต้องกล้าลองท้าทายว่า เป็นไปได้ไหมที่จะสร้างตัวละครจำนวนมากๆ ในเรื่องสั้นเรื่องเดียว

ในเรื่องสั้น คำสารภาพของช้างเท้าหลัง ผมทดลองใส่ตัวละครเข้าไปถึง 133 คน แน่ละไม่ใช่ตัวละครทั้ง 133 คนมีบทบาทเท่าตัวละครหลัก แต่ก็มากเกินตำราการเขียนเรื่องสั้นทั้งหลายในโลก

ในเรื่อง ตัวละครหลัก (เขา) ได้รับบัตรเชิญงานเลี้ยงแต่งงานจากตัวละคร วิมล


[เขา]ดึงบัตรเชิญออกจากซอง แน่นอนมันเป็นสีชมพูเรื่อเหมือนสีแก้มของเจ้าสาว

เขานึกถึงบรรดาเจ้าสาวของคู่แต่งงานที่เขาเคยกล่าวคำอวยพรเหล่านั้น : ดารณี, ปทุมรัตน์, ปรานี, สดใส, จันทนา, จารุณี, มัณฑิรา, วารี, ศิริกุล, นิตยา, ราตรี, ผุสดี, จันทร์จรี, ภัทราวดี, ดาริน, วิไลวรรณ, กุลฤดี, อารยา, อรฤดี, กาญจนา, วิภาวรรณ, ประภาวดี, อรพรรณ, โกสุม, อัจฉรา, สุดสิริ, อัญทิยา, รัชดาภรณ์, อำไพ, วรรษวดี, เพ็ญ, นิมิตรา, ลินลา, เรวดี, พิชญาภรณ์, อำไพพรรณ, เลิศลักษณ์, สมสมร, อลิสา, พรพิมล, ดาเรศ, ปทุมพร, อัญญารัตน์, กาญจนวรรณ, รำเพยพร, เมย์, พนิดา, ดาเรศ, รัศมี, กนกวรรณ, เจนนิเฟอร์, ปริศนา, ศันศนีย์, จิรเรศ, โสภิดา, มาริสา, โรส, ฟีบี, เจนจิรา, พรพิศ, คิม, ดารินทร์, ลินดา, พรรณราย, ตาตั้ม และเจ้าสาวคนล่าสุด - วิมล

นาทีนี้ชีวิตพวกหล่อนเป็นอย่างไร? มีความสุขดีอยู่หรือไม่?


คนเขียนบ้าหรือเปล่าที่ใส่ตัวละครเข้าไปในเรื่องสั้นมากมายขนาดนี้? นี่ไม่ใช่นวนิยาย! คำตอบคือผู้เขียนต้องการเน้นว่ามีผู้หญิงมากเหลือเกินที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกับตัวละครหลักที่เป็นผู้หญิง จึงออกแบบตัวละครหลายสิบคน แต่รวมตัวละครจำนวนมากเหล่านี้เป็นก้อนเดียว โดยเทคนิคการรวมกลุ่ม ตัวละครทั้งหมดนี้ก็รวมกันเป็น element เดียว เหมือนกำแพงอิฐที่ประกอบด้วยอิฐมากมาย แต่เป็นกำแพงเดียว

ลองดูอีกตัวอย่างของการรวมกลุ่มและเชื่อมองค์ประกอบ ท่อนต่อไปนี้ตัวละครหลักสนทนากับผู้หญิงกลุ่มหนึ่ง ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นในที่เดียวกัน หรือเวลาเดียวกัน


นาทีนี้เขานึกอยากถามพวกหล่อน 

“ชีวิตแต่งงานในหนึ่งเดือนแรกหลังจากพวกคุณกลับมาจากฮันนีมูนเป็นยังไง?”

ดารณี (32, พนักงานขายเครื่องสำอาง) : “เขาชงกาแฟให้ดิฉัน เปิดประตูให้ดิฉัน จูบดิฉันก่อนออกจากบ้านไปทำงานทุกเช้า กลับบ้านตรงเวลา ช่วยดิฉันล้างจาน อ้อ! เขารับอาสาถูบ้านด้วยค่ะ เขากอดดิฉันเฉลี่ยทุกๆ สองชั่วโมงสามสิบนาที”

“หกเดือนหลังน้ำผึ้งพระจันทร์?”

ปทุมรัตน์ (29, คนทำบัญชี) : “เขาบอกให้ดิฉันไปเรียนขับรถ เมื่อดิฉันถามว่าทำไม เขาบอกว่า ‘ก็หัดไว้เผื่อต้องขับรถกลับบ้านเองไงที่รัก’ หนึ่งเดือนต่อมาเมื่อดิฉันสอบได้ใบขับขี่ เขายื่นกุญแจรถคันใหม่ให้ดิฉัน อ้อ! ก็ไม่ใหม่นักหรอกค่ะ เป็นรถมือสองค่ะ เขาบอกว่า ‘ของขวัญแสดงความยินดีที่สอบผ่านจ้ะ อ้อ! พรุ่งนี้พี่ไม่ไปรับส่งแล้วนะ’ “ 

“หลังแต่งงานไปได้สองปี?”

ปรานี (27, พนักงานห้างสรรพสินค้า) : “พวกเรามีลูก ดิฉันเป็นคนเปลี่ยนผ้าอ้อมเมื่อลูกตื่นกลางดึกทุกหนึ่งชั่วโมงแปดนาที ส่วนเขา... หลับสนิทค่ะ” 

“หลังแต่งงานไปได้สามปี?”

มัณฑิรา (25, เลขานุการ) : “เขาเริ่มไปหัดตีกอล์ฟกับเพื่อน เวลาเราไปดูหนังหรือช็อปปิ้ง เขาเดินนำหน้าไปก่อน ดิฉันเดินตามหลัง ทิ้งระยะห่างกันสามก้าวเสมอ”

“หลังแต่งงานไปได้ห้าปี?”
  
สดใส (34, แม่บ้าน) : “เจ็ดก้าวค่ะ” 


บทสนทนาระหว่างตัวละครหลักกับตัวละครหญิงหลายคนนี้จำเป็นต้องมีอยู่เพื่อสื่อคอนเส็ปต์ของเรื่อง แต่ไม่มีปัญหา element มากเกินไป เพราะได้รวมตัวละครและบทสนทนาเข้าด้วยกันในท่อนเดียว โดยให้ตัวละครหลัก (เขา) ถามคำถามแรก ดารณีเป็นคนตอบ เขาถามดารณีต่อ ปทุมรัตน์เป็นคนตอบ เขาถามปทุมรัตน์ต่อ ปรานีเป็นคนตอบ ไปเรื่อยๆ อย่างนี้ โดยไม่บ่งว่าเป็นการคุยในที่เดียวกันเวลาเดียวกัน มันมีลักษณะการคุยแบบเซอร์เรียลมากกว่า บทสนทนานี้สื่อเป็นนัยว่าเป็นความเห็นของผู้หญิงจำนวนมาก เมื่อเชื่อมกันแบบนี้ ดารณี ปทุมรัตน์ ปรานี มัณฑิรา สดใส จะหายไป กลายเป็นตัวละครหนึ่งกลุ่ม จัดเป็นหนึ่ง element ดูเหมือนมีมาก แต่กลายเป็น ‘ต้นไม้ต้นเดียว’

คนอ่านจึงไม่ได้มองฉากนี้เป็นใบไม้หลายร้อยใบ แต่มองเป็น ‘ต้นไม้’ หนึ่งต้น


-3-
นวนิยายจำนวนไม่น้อยแนะนำตัวละครใหม่เข้าไปเรื่อยๆ จนบางทีคนเขียนก็ลืมตัวละครบางคนไปเลย ตัวละครเหล่านั้นหายตัวไปอย่างลึกลับ พบมากในนิยายกำลังภายใน ผู้เขียนแนะนำตัวละครจอมยุทธ์ต่างๆ : คนนี้คือนักพรตเต๋าเอ๋อ เจ้าสำนักบู๊ตึ๊ง ฉายาล่องหนหมื่นลี้, คนนั้นคือกิมแจกวง เจ้าสำนักง่อไบ๊ ฉายาอินทรีหัวดำ, คนโน้นคือแชฉิกคัง เจ้าสำนักคงท้ง ฉายาฝ่ามือน้ำแข็งเพลิง, คนนั้นคือเอี้ยนจับซา ฉายาจอมมารขาว, คนนี้คือเอี้ยนจับสี่ ฉายาจอมมารดำ เป็นศิษย์ทรยศของนักพรตเต๋าเอ๋อ, คนโน้นคือซิมไบ๊ ฉายาจอมมารม่วง แห่งวังมรกต เป็นญาติห่างๆ กับน้องเมียเก่าของกิมแจกวง เจ้าสำนักง่อไบ๊ ฯลฯ ตัวละครแต่ละคนมีบทพูดคนละประโยคสองประโยค

เฮ้อ! อ่านแล้วเหนื่อย! ไม่สงสารคนอ่านเลย! ใครจะไปจำรายละเอียดทั้งหมดนี้เล่า!

เชื่อไหมว่านวนิยายกำลังภายในหลายเรื่องมีตัวละครหลายสิบคนที่ปรากฏตัวแค่ฉากเดียว แล้วหายไปเฉยๆ คนอ่านจำไม่ได้ คนเขียนก็ลืม เลอะเทอะไปหมด

หลักการเขียนที่จะเป็นพระคุณอย่างสูงกับผู้อ่านคือ ถามตัวเองเสมอว่าตัวละครคนนี้คนนั้นคนโน้นมีไว้เพื่ออะไร ตัวละคร ก. ทำให้เรื่องเปลี่ยนไปอย่างไร การมีตัวละคร ก. อยู่ทำให้เรื่องดีขึ้นหรือมึนกว่าเดิม? ถ้าอ่านแล้วมึน ช่วยกรุณาลบออกเถอะ ได้โปรด! สงสารคนอ่านหน่อย อย่าเสียเวลาคนอ่านไปกับการจำตัวละครเลย บาปกรรม!

เอาละ ถ้าจำเป็นต้องใส่องค์ประกอบทั้งหมดนี้เข้าไปจริงๆ ก็รวมกลุ่ม (grouping) เสีย อาจบรรยายว่าจอมยุทธ์จากสำนักต่างๆ ทั่วแผ่นดินมารวมกันเพื่ออะไรก็ว่าไป ตัวละครใดพูดแล้วไม่เปลี่ยนเรื่องก็ไม่ต้องพูด ตัวละครไหนรวมกันได้ก็รวมกันเสีย เช่น รวมจอมมารขาวกับจอมมารดำเป็นตัวละครคนเดียวกัน ตั้งชื่อว่าจอมมารเทาก็ได้

ในนวนิยายเรื่อง บุหงาปารี (ตรงนี้มีสปอยเลอร์) ผมสร้างตัวละครสองคนคือ กระเบนขาวกับกระเบนดำ เดินเรื่องไปแล้วรู้สึกว่ารุงรัง จึงรวมตัวละครทั้งสองเข้าด้วยกัน กลายเป็นตัวละครหนึ่งคนสองบุคลิก (double personality) ดีกว่าเดิมเสียอีก นี่ก็เป็นอานิสงส์จากการใช้เทคนิคการรวมกลุ่ม!


-4-

เคยสงสัยไหมว่าทำไมภาพเขียนจีนมักทิ้งพื้นขาวไว้เสมอ เหตุผลหนึ่งเพราะพื้นขาวคือความว่าง ความว่างทำให้ภาพมีความลึก เพราะคนดูจินตนาการฉากหลังเอาเอง ความเบลอ ความไม่ชัดของความขาวยังช่วยขับเน้นจุดเด่นของภาพ ภาพพื้นขาวจึงมักดีกว่าใส่รายละเอียดหมดทั้งภาพจนไม่มีพื้นที่หายใจ

ด้วยหลักการนี้ เวลาเราวาดรูปต้นไม้ เราไม่ต้องวาดใบไม้ทุกใบชัดแจ่มแจ้ง การวาดใบไม้บางส่วนชัด บางส่วนเบลอทำให้ต้นไม้มีความลึกมากกว่า

งานฟิล์ม นัวร์ ก็ใช้หลักการนี้ แต่เปลี่ยนขาวเป็นดำ ภาพมักมีเงาดำ เห็นใบหน้าคนคลุมเครือ ไม่เก็บรายละเอียดหมด ให้อารมณ์ภาพดีไปอีกแบบหนึ่ง

เคยสังเกตภาพถ่ายดอกไม้โคลสอัพฉากหลังเบลอไหม? ฉากหลังเบลอเกิดจากการถ่ายรูปโดยใช้เลนส์ที่มีความชัดลึก (depth of field) ต่ำ ทำให้ได้อารมณ์ภาพที่ดีกว่าชัดหมดทุกจุด นั่นคือฉากหลังยังดำรงอยู่ แต่ถูกทำให้เป็นกลาง ไม่เด่นจนข่มตัวดอกไม้

เคยเห็นโต๊ะเก้าอี้ที่สลักเสลาลวดลายเต็มทุกตารางนิ้วไหม? แม้ทุกส่วนสลักด้วยฝีมือประณีต เช่น มังกรเลื้อยตรงขาเก้าอี้ แลเห็นเกล็ดมังกรชัดทุกเกล็ด หรือลายไทยเต็มโต๊ะ แต่กลับดูเลอะ เพราะไม่เหลือพื้นที่ว่างไว้เลย

การเขียนเรื่องสั้นและนวนิยายก็เหมือนกัน ผู้เขียนไม่ต้องบรรยายรายละเอียดตัวละครหรือฉากไปเสียหมด ทิ้งพื้นที่ว่างไว้บ้างให้บางส่วนเบลอ ให้คนอ่านจินตนาการเอาเอง

นักเขียนต้องรู้ว่าอะไรเป็นองค์ประกอบสำคัญ อะไรควรเน้น อะไรควรเป็นกลาง อะไรควรเบลอ องค์ประกอบที่ต้องมีอยู่ แต่ไม่สำคัญก็ทำให้มันเจือจางลงกลายเป็นกลาง

ยกตัวอย่างเช่น เราแต่งเรื่องให้นางเอกเกิดอุบัติเหตุหกล้มกลางถนนข้อเท้าแพลง ชายคนหนึ่งวิ่งเข้าไปช่วยพาเธอส่งโรงพยาบาล หากตัวละครคนนี้มีบทบาทแค่พาเธอไปหาหมอ ไม่มีบทบาทต่อไปในอนาคต ก็ไม่ต้องบรรยายว่า

“เขาเป็นชายร่างสูงใหญ่ ผิวสองสี มีรอยลักยิ้ม สวมเสื้อสีฟ้า รองเท้าผ้าใบยี่ห้อไนกี้ เขาแนะนำตัวเองว่าชื่อ สมควร สันติธำรงพรรณ ทำงานเป็นนายแบบ วันนี้ผ่านทางมาเพราะมีนัดกินเหล้ากับเพื่อนทุกวันศุกร์” เพราะในกรณีนี้ไม่จำเป็น ทำให้ตัวละครคนนี้ ‘เป็นกลาง’ ไปเสีย โดยบรรยายแค่ว่า

“ความปวดแผ่ซ่านจากข้อเท้า หล่อนเห็นผู้ชายคนหนึ่งวิ่งเข้ามาหา กล่าวว่า ‘เดี๋ยวผมพาคุณไปหาหมอนะครับ’ ยี่สิบนาทีต่อมาหล่อนก็อยู่ในโรงพยาบาล” 

เท่านี้ก็พอแล้ว เราไม่เห็น 'ใบหน้า' ของชายคนนี้ แต่เรื่องก็เดินไปได้โดยไม่ติดขัด

หนังไทยสมัยก่อนมักใส่รายละเอียดในส่วนที่ไม่จำเป็น ผมเคยดูหนังเรื่องหนึ่ง นางเอกประสบอุบัติเหตุต้องเข้ารับการผ่าตัด หนังก็ใส่รายละเอียดการผ่าตัด แสดงภาพหมอกับพยาบาลล้อมคนไข้ผ่าตัดอยู่นาน จากหนังรักกลายเป็นสารคดีการผ่าตัดไป เมื่อจบฉากผ่าตัดแล้วค่อยเดินเรื่องต่อ

หนังโทรทัศน์สมัยหนึ่งเมื่อฮิตติดลม ผู้สร้างก็ลากเรื่องให้ยาวต่อไปเรื่อยๆ บางตอนนางเอกเดินไปเดินมาโดยมีเพลงประกอบคลอจนจบเพลง จากละครกลายเป็น มิวสิก วิดีโอ อย่างนี้คือรุงรัง

ในการสร้างฉากก็เช่นกัน ใส่องค์ประกอบตามจำเป็น ตัวอย่างหนึ่งที่ดีคือภาพยนตร์เรื่อง Se7en ฉากของเรื่องเป็นเมืองใหญ่พลุกพล่าน ดำมืด หม่นหมอง แต่มันเป็นภาพเบลอ ให้รายละเอียดแค่พอให้รู้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของเมืองใหญ่ เราไม่รู้ว่ามันเป็นเมืองอะไร มันไม่ใช่นิวยอร์ก ไม่ใช่ ลอส แองเจลิส หรือชิคาโก องค์ประกอบเมืองทำหน้าที่แค่เป็นสัญลักษณ์ว่าเป็นเมืองใหญ่ที่ดำมืดหม่นหมองทั่วโลก ซึ่งทำให้เรื่องลึกกว่าใส่รายละเอียดยิบ

หลักการคือใส่ element น้อยที่สุดโดยที่มันยังทำงานได้

ทั้งหมดนี้ก็คือหลัก KISS (Keep it simple, stupid! บางคนแปลใหม่ว่า “Keep it short and simple” หรือ “Keep it simple and straightforward” ก็ไม่ผิด)

เลโอนาร์โด ดา วินชี บอกว่า “ความเรียบง่ายคือความซับซ้อนชั้นสุดยอด”

ในวงการสถาปัตยกรรม สถาปนิกระดับโลก มีส แวน เดอ โรห์ กล่าวว่า Less is more

นักเขียนและนักบินชาวฝรั่งเศส อองตวน เดอ แซ็งแตกซูว์เปรี ผู้เขียน เจ้าชายน้อย กล่าวว่า “ดูเหมือนว่าความสมบูรณ์แบบมิได้มาจากการที่ไม่มีอะไรใส่เข้าไปอีก แต่เมื่อไม่มีอะไรที่สามารถเอาออกมาได้อีก”

น้อยเป็นดี

(ป.ล. คู่มือนักเขียนยังมีอีกยาวครับ เบื่อแล้วยังครับ? ถ้าเบื่อผมจะได้เปลี่ยนไปเขียนอย่างอื่น เช่น เรื่องเซ็กส์ ดีไหมครับ?)


วินทร์ เลียววาริณ

www.winbookclub.com

12 กรกฎาคม 2557

เงาของนักเขียนคนหนึ่ง 2 : วินทร์ เลียววาริณ


เงาของนักเขียนคนหนึ่ง ตอน 2 
หนึ่งแกนหลายเรื่อง


เรื่องสั้นแนวทดลองเรื่องแรกของผมที่ได้รับการตีพิมพ์ชื่อ หมึกหยดสุดท้าย ตีพิมพ์ในหนังสือช่อปาริชาต เล่ม 1 ชื่อปก ฝนหยดเดียว

หมึกหยดสุดท้าย เป็นเรื่องของ คมน์ กังวาน นักเขียนใหม่ผู้ไม่มีสำนักพิมพ์ใดต้องการตีพิมพ์งานของเขา เขาจึงขโมยชื่อนักเขียนใหญ่ เวทย์ วาทิน ส่งนวนิยายที่เขาแต่ง (ชื่อ ฝนหยดเดียว!) ไปให้สำนักพิมพ์ เมื่อส่งในชื่อ เวทย์ วาทิน งานชิ้นนั้นของคมน์ก็ได้รับการตีพิมพ์ทันที เรื่องกลายเป็นปัญหาเมื่อนวนิยายเรื่องนั้นได้รับรางวัลใหญ่

เวทย์ วาทิน ออกมาปฏิเสธว่าเรื่องที่ได้รับรางวัลไม่ใช่ผลงานของตน และฟ้องร้องดำเนินคดีนักเขียนใหม่ แต่กระแสสังคมพลิกผัน คมน์ กังวาน กลายเป็นนักเขียนดัง หนังสือขายดิบขายดี จากนักเขียนโนเนมกลายเป็นนักเขียนเบสต์เซลเลอร์ในชั่วข้ามคืน

โครงเรื่องนี้หากเล่าตามขนบการเขียนเดิมก็ทำได้โดยเล่าตามลำดับเหตุการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้น ใส่บทสนทนาระหว่างนักเขียนใหม่กับบรรณาธิการสำนักพิมพ์ นักเขียนใหม่กับนักเขีียนใหญ่ เป็นต้น

แต่ผมเลือกกลวิธีการนำเสนอโดยแปลงเรื่องสั้นทั้งเรื่องเป็นสารคดีปลอม (pseudo-documentary) ใช้รายงานข่าวในสื่อต่างๆ เช่น หนังสือพิมพ์ บทสัมภาษณ์ ฯลฯ ในการดำเนินเรื่อง เช่น ข่าว 1 รายงานว่านักเขียนใหญ่ปฏิเสธรางวัล, ข่าว 2 รายงานว่านักเขียนใหญ่ฟ้องนักเขียนหนุ่ม, ข่าว 3 ว่านักเขียนหนุ่มเข้าคุก, บทสัมภาษณ์ เวทย์ วาทิน, บทสัมภาษณ์ คมน์ กังวาน เป็นต้น เรียงไปจนครอบคลุมเรื่องทั้งหมด ทั้งเรื่องไม่มีบทสนทนาระหว่าง คมน์ กังวาน กับบรรณาธิการสำนักพิมพ์ หรือระหว่าง คมน์ กังวาน กับ เวทย์ วาทิน ให้ข่าวและบทสัมภาษณ์นักเขียนทั้งสองทำหน้าที่แทน และบรรลุเนื้อหาเดียวกัน

วิธีคิดเรื่องนี้มีลักษณะการทำงานแบบ montage ของงานจิตรกรรม คือเอาหลายๆ องค์ประกอบมายำรวมกัน แต่การยำในเรื่องนี้เป็นไปอย่างตรงไปตรงมา ไม่ซับซ้อน

ผมใช้หลัก montage ค่อนข้างมากในงานเขียน ทั้งเรื่องสั้นและนวนิยาย เช่น เรื่องสั้น คดีมโนสาเร่ เอาข่าวหนังสือพิมพ์จริงๆ จำนวนหนึ่งมาร้อยเรียงเป็นเรื่อง นวนิยายเรื่อง ผู้ชายคนที่ตามรักเธอทุกชาติ พิมพ์ครั้งที่ 85 ยากขึ้นไปอีกหลายขั้น เอาเรื่องต่างๆ ทั้งเรื่องจริงและเรื่องแต่งมายำรวมกัน

จะค่อยขยายความวิธีเขียนแบบ montage ในโอกาสต่อไป

การ ‘ออกแบบ’ วิธีการนำเสนอปรากฏอยู่ในแทบทุกเรื่องยุคแรกที่ผมเขียน เช่น ชู้ (ใช้เฉพาะคำนามร้อยกันเป็นเรื่อง), ตุ๊กตา (ใช้เฉพาะประโยคคำถามนามร้อยกันเป็นเรื่อง), กระดาษขาวกับคาวหมึก (ใช้ข่าวและคอลัมน์แต่ละหน้าของหนังสือพิมพ์ร้อยกันเป็นเรื่อง) เป็นต้น

ความยากของงาน big idea แบบนี้คือทำอย่างไรไม่ให้วิธีการนำเสนอเด่นเกินเนื้อหา ตรงนี้คือความยากของ ‘Form fuses with function’

แต่จากประสบการณ์ วิธีการนำเสนอแบบแปลกแต่เรียบง่ายเป็นวิธีดีที่สุด ตัวอย่างหนึ่งที่เข้าข่ายนี้ก็คือ โลกีย-นิพพาน



โลกีย-นิพพาน เป็นงานวรรณกรรม + งานออกแบบกราฟิก แต่ใช้กราฟิกเรียบง่ายและน้อยที่สุด นั่นคือเป็นแค่พื้นต่างสีกันเท่านั้น

โดยสาระของเรื่อง โลกีย-นิพพาน วิพากษ์วิจารณ์สถาบันสงฆ์ สารที่สื่อคือพระที่ให้บริการด้านพุทธพาณิชย์ไม่ต่างอะไรกับหญิงให้บริการทางเพศ

นี่คือการเล่าเรื่องสองเรื่องขนานกัน ไม่ใช่กลวิธีใหม่แต่อย่างไร  สามารถทำได้ทั้งเรื่องคู่ขนานที่เป็นเรื่องเดียวกัน ตัวละครเดียวกัน แยกออกเป็นสองท่อน หรือเป็นสองเรื่องเอกเทศที่มีตัวละครคนละชุดกันก็ได้

กรณี โลกีย-นิพพาน ไม่ใช่สองเรื่องเอกเทศ ใช้ตัวละครเดียวกันทั้งสองเรื่อง เป็นการเล่าเรื่องเดียวแต่แบ่งออกเป็นสองท่อนของชีวิตตัวละครหลัก ก็คือชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังค้นหาความหมายของชีวิตผ่านศาสนาและโลกีย์

หากจะเขียนแบบขนบเดิม ก็อาจเล่าเรื่องชีวิตของพระหนุ่มในวัด พบเห็นพฤติกรรมของหลวงพี่ซึ่งประกอบพุทธพาณิชย์แล้วคิดย้อนกลับ (flashback) ไปในอดีตครั้งที่เขาไปเที่ยวผู้หญิงอาบอบนวด หรืออาจเล่ากลับกันคือให้ฉากปัจจุบันเป็นการเที่ยวอาบอบนวดของทิดหนุ่ม แล้วคิดย้อนกลับไปยังฉากในวัดสมัยที่เขาเคยบวชก็ได้ การเล่าตรงๆ แบบนี้ถ้าบรรยายดี ภาษาดี เรื่องก็ดีได้

แต่หากลองคิดต่ออีกไปอีกสักนิด ก็อาจได้วิธีเล่าเรื่องที่น่าสนใจขึ้น ในกรณีที่ผมทำคือใช้ กราฟิก ดีไซน์ ช่วย แบ่งเรื่องออกเป็นสองท่อน ท่อนหนึ่งคือเรื่องของตัวละครหลักกับหลวงพี่ อีกท่อนหนึ่งคือเรื่องของตัวละครหลักกับสาวบริการทางเพศ ในด้านกราฟิก แบ่งหน้ากระดาษเป็นสองซีก ซีกซ้ายปูพื้นดำตัวหนังสือขาว เป็นบทสนทนาระหว่างหญิงบริการกับลูกค้า ซึ่งเป็นทิดสึกใหม่ ซีกขวาปูพื้นขาวตัวหนังสือดำ เป็นบทสนทนาระหว่างหลวงพี่กับพระใหม่ สัญลักษณ์ (symbolic) ดำกับขาวก็ชัดเจน เข้าใจง่าย พื้นสีดำแสดงความมืด บาป พื้นสีขาวแสดงความบริสุทธิ์สะอาด ขัดแย้งแบบสุดโต่งของสองขั้วซึ่งเป็นดีไซน์ที่ตอบคอนเส็ปต์ของการตัดกันระหว่าง ‘โลกสว่าง’ กับ ‘โลกมืด’

ด้วยอานิสงส์ของ กราฟิก ดีไซน์ สามารถนำเสนอเรื่องสองเรื่องเป็นสองคอลัมน์ในหน้าเดียวกัน แต่การออกแบบเรื่องเป็นสองเรื่องสองซีกทำให้มันแยกออกเป็นสองท่อนเป็นเอกเทศ ซึ่งทำให้เรื่องขาดเอกภาพ แต่แก้ได้ไม่ยากโดยเชื่อมสองซีกเข้าด้วยกัน ในเรื่องนี้สิ่งที่ใช้เชื่อมก็คือตัวละครเดียวกันปรากฏในสองเรื่อง และคำพูดบริบทเดียวกันในสองเรื่อง สอดคล้องประสานกันตลอดเวลา ทำให้สองเรื่องกลายเป็นองค์ประกอบเดียว

ยกตัวอย่างเช่น
ซีกดำ หญิงบริการเอ่ยว่า “ถอดเสื้อออกสิ” (เพื่ออาบน้ำ)
ซีกขาว พระเอ่ยว่า “ถอดเสื้อออกสิ” (เพื่อสักยันต์)

ซีกดำ หญิงบริการเอ่ยว่า “หมดชั่วโมงแล้ว ต่อมั้ยคะ?”
ซีกขาว พระเอ่ยว่า “ตอนนี้ครบกำหนดสามเดือนที่แกตั้งใจจะบวชแล้ว จะบวชต่อไหม?”

ด้วยวิธีนี้ ก็สามารถเชื่อมสององค์ประกอบหรือสองเรื่องที่ต่างกันเข้าด้วยกันเป็นเนื้อเดียวกัน




ขณะที่ โลกีย-นิพพาน ใช้สองเรื่องซ้อนกัน ผมทดลองต่อไปอีกขั้นโดยใช้สามเหตุการณ์ สามเวลา เชื่อมกันด้วยตัวละครคนเดียวกัน นั่นคือเรื่อง เกม และสี่เรื่องสี่เหตุการณ์ในเรื่องสั้น การหนีของราษโลกสามใบของ ราษฎร์ เอกเทศ

ฉากหลักของเรื่อง เกม คือการชกมวย แต่ละยกที่ชกกันแทรกเรื่องคู่ขนานเข้าไปอีกสองเรื่องคือเรื่องการเดินป่าตามล่าเสือลำบาก และเรื่องฉากสงครามเวียดนามการตามล่าเวียดกงในสงครามเวียดนาม

การใช้หลัก กราฟิก ดีไซน์ มาช่วยทำให้แบ่งสามเรื่องออกเป็นสาม ‘รูป’ ฉากชกมวยใช้หัวเรื่อง ยกที่ 1 ยกที่ 2 เป็นตัวบอก ในฉากเดินป่าใช้ตัวพิมพ์เอน และฉากล่าเวียดกงใช้ฟอนต์ขนาดเล็ก เพื่อแยกแยะออกเป็นคนละเรื่องอย่างชัดเจน

เช่นกันการเล่าสามเรื่องทำให้เรื่องแตกออกเป็นสามเสี่ยง ต้องเชื่อมทั้งสามเรื่องเข้ากัน ซึ่งทำได้ไม่ยาก โดยโยงทั้งสามเรื่องเข้าด้วยกัน ในเรื่องนี้ใช้ตัวละครคนเดียวกันเดินเรื่อง และใช้ธีมความรุนแรงเหมือนกัน ทำให้ทั้งสามเรื่องเชื่อมกันเป็นหนึ่ง เหมือนพัดลมที่มีใบพัดสามชิ้นเชื่อมบนมอเตอร์เดียวกัน

ในฉากนักมวย มีเสียงเชียร์อื้ออึงของคนดูรอบเวทีด้วยความมัน ความสะใจที่เห็นความรุนแรง ในฉากการล่าเสือ มีการแสดงการตามล่าสัตว์ ในฉากการล่าเวียดกง ก็แสดงความรุนแรง ความสะใจในการฆ่าศัตรู

การเขียนเรื่องสั้นที่ใช้เรื่องคู่ขนานมากกว่าสามเรื่องคุมยาก โอกาสที่เรื่องรกรุงรังจนเละมีสูง แต่มิใช่ทำไม่ได้ ตราบใดที่เราเชื่อมเรื่องให้สนิท

ในการทำงานศิลปะไม่ว่าสายใด เอกภาพและความเรียบง่ายจำเป็นมาก ในการเขียนเรื่องสั้น นักเขียนต้องระวังอย่าทำให้เรื่องแยกเป็นท่อนๆ หากจำเป็นต้องแยกเรื่องก็อย่าลืมประสานมันกลับเข้าไปเป็นหนึ่งเดียวเสมอ เพราะเรื่องสั้นควรมีประเด็นน้อยที่สุด และไม่รุงรัง ขณะที่นวนิยายอนุญาตให้เสนอได้มากกว่าหนึ่งประเด็น และมีซัพพล็อตได้ไม่จำกัด

เรื่องย่อยหรือเรื่องคู่ขนานในเรื่องสั้นที่ยกตัวอย่างมาข้างต้นก็คือซัพพล็อตในนวนิยายนั่นเอง เรื่องย่อยในเรื่องสั้นอาจใช้ตัวละครเดียวกันเชื่อม แต่ซัพพล็อตในนวนิยายไม่จำเป็นต้องใช้ตัวละครเดียวกันเดินเรื่อง

ตัวอย่างคลาสสิกและงดงามที่สุดน่าจะเป็น The Godfather II ของ ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา และ มาริโอ พูโซ ซึ่งประกอบด้วยสองเรื่องเอกเทศขนานกัน เรื่องหนึ่งคือชีวิตการก้าวขึ้นสู่เจ้าพ่อของ ดอน คอลิโอน อีกเรื่องหนึ่งคือชีวิตของการก้าวขึ้นสู่เจ้าพ่อของไมเคิล คอลิโอน ลูกชายของ ดอน คอลิโอน ทั้งสองเรื่องแยกเป็นเอกเทศ เป็นหนังคนละม้วน แต่ร้อยเกี่ยวกันอย่างละเมียดละไม เนียนและงาม โดยอาศัยองค์ประกอบที่เหมือนกันมาเชื่อมกัน

ตัวอย่างศึกษาอื่นๆ เช่นงานของ เควนติน แทแรนติโน ซึ่งชอบเขียนหลายเรื่องมาเชื่อมกัน แต่ละเรื่องมักแยกออกเป็นบท (chapter) ซึ่งกลายเป็น ‘ลายเซ็น’ ของเขาไปแล้ว เช่นเรื่อง Kill Bill, Pulp Fiction, Inglourious Basterds และภาพยนตร์เรื่อง Sin City ของ Frank Miller กับ Robert Rodriguez เรื่องเหล่านี้แม้จะแบ่งเป็นบทแยกออกไป แต่ก็ยังเชื่อมกันอยู่ด้วยตัวเรื่องหรือตัวละคร

Pulp Fiction ก้าวไปอีกขั้นหนึ่งคือเล่าเรื่องแบบ non linear คือไม่เรียงลำดับเวลา ตัวละครชื่อ Vincent Vega ถูกยิงตายในฉากหนึ่งไปแล้ว แต่ในฉากถัดๆ มากลับเดินเรื่องต่อไปตามปกติ

นวนิยายเรื่อง ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน ก็มีโครงสร้างแบบ ‘หนึ่งแกนหลายเรื่อง’ แต่มีเรื่องมากถึงสิบเอ็ดเรื่อง ใช้แกนกลางเดียวกันคือตัวละครจ่าตุ้ยกับเสือย้อย ในท่อน 2482/2488 เล่าเรื่องคู่ขนานโดยใช้ตัวละครเดิม ฉากคุกเหมือนกัน แต่ต่างสถานที่และเวลา

แม้ว่านวนิยายสามารถมีซัพพล็อตได้ไม่จำกัด ก็ยังต้องเชื่อมซัพพล็อตเข้าด้วยกันเพื่อไม่ให้เรื่องรุงรัง

ตัวอย่างเหล่านี้บอกเราว่า นักเขียนไม่จำเป็นต้องยึดมั่นถือมั่นในกติกาการเขียนจนติดกับตัวเอง


(หมายเหตุ บทความชุดนี้จะแชร์ประสบการณ์การเขียนการอ่านการวิเคราะห์งาน เนื่องจากเขียนอาทิตย์ต่ออาทิตย์ อาจไม่เรียงลำดับและสะดุดบางช่วง แต่อย่างน้อยจะครอบคลุมกลวิธีการเขียนเรื่องสั้นและนวนิยายในระดับหนึ่งที่อาจเป็นประสบการณ์เฉพาะตัว เช่นเรื่อง elements, grouping, montage, composition, establishing ฯลฯ)


วินทร์ เลียววาริณ

www.winbookclub.com

5 กรกฎาคม 2557
ส่งต่อให้เพื่อน :  

เงาของนักเขียนคนหนึ่ง 1: วินทร์ เลียววาริณ

Winbookclub.com:





เงาของนักเขียนคนหนึ่ง ตอน 1 
(บทความชุดนี้เล่าเบื้องหลังการทำงานของผมในวงการนักเขียน เผื่อจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้เริ่มต้นเดินทางสายนักเขียน)



ผมเดินทางกลับเมืองไทยราวปี 2528-2529 หลังจากใช้ชีวิตหลายปีในต่างประเทศ พกความไม่แน่นอนเต็มกระเป๋ากลับบ้าน ไม่แน่ใจว่าจะเดินไปตามทางสายไหนต่อไป ชีวิตมาถึงทางแยกอีกครั้งหนึ่ง

เศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาลง งานสถาปนิกมีน้อย แต่ว่าก็ว่าเถอะ ถึงจะมีงานสถาปนิกมากมาย ผมก็อาจไม่เดินไปตามทางเส้นนั้นอีก ส่วนลึกของหัวใจบอกว่าน่าจะลองเดินสายทางที่ไม่เคยไป ผมเรียนวิชาด้านกราฟิก ดีไซน์ และภาพยนตร์มาสองสามกระบวนท่า อยากรู้ว่ามันจะพาผมไปทางไหน หรืออย่างน้อยก็ขอลองดูก่อนที่จะหวนกลับไปทำงานสถาปนิกตามเดิม

ผมทำงานในสำนักโฆษณาเล็กๆ แห่งหนึ่ง เรียนรู้งานทุกอย่างที่ขวางหน้า พร้อมๆ กันผมก็เริ่มขีดๆ เขียนๆ ตัวหนังสือออกมาเป็นเรื่องสั้น ไม่เป็นชิ้นเป็นอันแต่อย่างไร

งานเขียนของผมในยุคแรกแบ่งออกเป็นสองแนวทางซึ่งทำไปพร้อมกัน แนวแรกคือการฝึกเขียนเรื่องสั้นแบบ ‘พล็อตจ๋า’ (plot-based) เน้นที่ความบันเทิง ความสนุกของโครงเรื่อง ตั้งใจอ่านเอามันมาก่อนสาระความคิด ส่วนแนวหลังคืองาน ‘วรรณกรรมจ๋า’

แนว ‘พล็อตจ๋า’ ก็คือการเขียนเรื่องสั้นแนวหักมุมจบทั้งหลาย เป็นการฝึกฝนการเขียนที่ดีสำหรับนักเขียนใหม่ เพราะยังไม่ต้องคิดเรื่องสาระความลุ่มลึก เอาแค่การสร้างพล็อตที่ลงตัว หมดจดงดงาม มีเหตุผล และจับคนอ่านอยู่ เท่านี้ก็หืดขึ้นคอแล้ว!

การฝึกการเขียน ‘พล็อตจ๋า’ ทำให้นักเขียนคุมเรื่องอยู่ รู้จักเรียงลำดับเรื่อง (sequence) ซึ่งเป็นหัวใจของงานเขียนที่สนุก ลองวิเคราะห์งานเขียนหรือภาพยนตร์ที่เราคิดว่าสนุกมาก จะพบว่า เรื่องเหล่านี้จัด sequence ได้ดีเสมอ

ส่วนการเขียนงาน ‘วรรณกรรมจ๋า’ นั้น อาจเพราะกำลังอยู่ในช่วงที่ทำงานโฆษณา โดยหน้าที่การงานวันๆ ต้องคิดค้นไอเดียใหม่ๆ ที่เรียกว่า big idea งาน ‘วรรณกรรมจ๋า’ ที่ผมเขียนจึงได้รับอิทธิพลวิธีทำงานแบบโฆษณามาด้วย

นี่ก็คือจุดกำเนิดงานเขียนแนวทดลอง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานเขียนที่มี big idea



คำว่า big idea หมายถึงความคิดที่ใหม่ สด ง่าย แปลก จดจำง่าย จำได้นาน อยู่ข้ามกาลเวลา งาน big idea ถ้าเป็นนักมวยก็คือการปล่อยหมัดน็อค มักตามมากับคำ “คิดได้ไง” เป็นไอเดียที่สร้างความเปลี่ยนแปลง อาจถึงขั้นที่ส่งผลกระทบต่อสายธารงานศิลปะ ตัวอย่างงาน big idea ในทางภาพยนตร์ เช่น The Matrix, Jesus Christ Superstar, Forrest Gump, Salmon Fishing in the Yemen เป็นต้น

การใช้เมาส์ของคอมพิวเตอร์ Apple ก็ถือว่าเป็น big idea แม้ในทางวิทยาศาสตร์ ความคิดของของไอน์สไตน์ที่ว่าอวกาศเป็นสี่มิติ (space-time) ก็เป็น big idea แหกคอกวิธีคิดแบบเก่าโดยสิ้นเชิง

ปรมาจารย์โฆษณา เดวิด โอกิลวี เคยบอกว่าทำงานโฆษณามาตลอดชีวิต มี big ideas แค่ราวยี่สิบชิ้นเท่านั้น

เมื่อนำวิธีการคิดแบบ big idea มาใช้ในการเขียนหนังสือ ก็แปลว่าเรามองการเขียนหนังสือใหม่ ลืมวิธีการเขียนตามขนบเดิมไปก่อน งานเขียนระยะแรกของผม ซึ่งแทบทั้งหมดเป็นงานวรรณรูป คือการเขียนหนังสือโดยใช้องค์ประกอบมากกว่าแค่ตัวหนังสือ ใช้องค์ประกอบอื่นๆ มาผสม เช่น กราฟิก ดีไซน์

ผมเขียนงานลักษณะนี้อยู่หลายเรื่องโดยไม่รู้ว่างานที่เขียนมีคนทำมาก่อนหรือไม่ เรียกว่าอะไร ผมเขียนเพราะสนุกกับมัน ไม่ได้คิดจะส่งงานไปตีพิมพ์ที่ไหนด้วยซ้ำ มารู้ทีหลังว่างานแบบนี้เรียกว่าแนวทดลอง (experimental)

ศัพท์ ‘แนวทดลอง’ นี้ สุชาติ สวัสดิ์ศรี เป็นผู้ตั้ง ช่วงนั้นเขาเริ่มโครงการเรื่องสั้นแนวทดลองชื่อ ช่อปาริชาต ตั้งใจให้เป็น ‘หน่วยกล้าตาย’ ทางวรรณศิลป์ “เป็น avant-garde แห่งศิลปะการประพันธ์เรื่องสั้น เป็น innovative fiction ในการสร้างนวัตกรรมที่น่าจะก่อให้เกิด ‘แนวโน้มใหม่’ ในประวัติเรื่องสั้นไทยสมัยใหม่”

กลับมาจากต่างประเทศไม่นาน ผมไม่เคยรู้เรื่องโครงการช่อปาริชาต ผมส่งงานไปให้บรรณาธิการช่อการะเกดพิจารณา แต่เรื่องแรกที่ได้รับการตีพิมพ์กลับปรากฏในช่อปาริชาต แสดงว่างานที่เขียนเรื่องแรกๆ เข้าข่ายแนวทดลอง



จะเห็นภาพนี้ชัดขึ้น คงต้องเล่าเรื่องการออกแบบทางสถาปัตยกรรมประกอบ

นักศึกษาสายสถาปัตยกรรมศาสตร์ได้รับการสั่งสอนมาตลอดว่า Form follows function (ประโยคเต็มคือ Form ever follows function) หมายถึงรูปทรงอาคารมาจากหน้าที่ใช้สอย แนวคิดนี้มีมานานอย่างน้อยก็ทศวรรษที่ 1930 พวกเขาเชื่อว่างานสถาปัตยกรรมที่ดีต้องมีประโยชน์ใช้สอยที่ดีและงดงาม มันเป็นกฎแห่งการออกแบบที่สถาปนิกระดับโลกใช้มาตลอด

ลองมองธรรมชาติจะพบว่า ‘ผลงาน’ ในธรรมชาติล้วนเป็นแบบ Form follows function เมื่อพืชโตในที่แห้งแล้งขาดน้ำ ก็ ‘ออกแบบ’ ตัวเองให้กักน้ำไว้มากที่สุด ใบกลายเป็นหนามเพื่อลดการคายน้ำและป้องกันสัตว์มากิน เป็นต้น

ในการออกแบบของนักศึกษาสถาปัตย์ในสมัยนั้น แทบทั้งหมดออกแบบอาคารโดยเขียนแปลนก่อน แปลนก็คือโจทย์ เมื่อแปลนลงตัวแปลว่ากำหนดหน้าที่ใช้สอยตามโจทย์เรียบร้อยแล้ว จึงค่อยคิดรูปด้าน (elevation) ซึ่งก็คือรูปร่างหน้าตาของอาคาร วิธีทำงานแบบนี้มักจะได้คะแนนหน้าที่ใช้สอย (function) เต็ม แต่ไม่แน่นักว่าจะสอบผ่านเรื่องหน้าตา (form) เพราะคิดแยกส่วนกัน

กินเวลาถึงสี่ปีกว่าผมจะเริ่มเข้าใจเรื่องการออกแบบไม่แยกส่วน และเริ่มเรียนรู้ว่าเราสามารถทำ function กับ form ไปพร้อมกันได้ นั่นคือเวลาออกแบบ เรามองภาพสามมิติของทุกอย่างในภาพเดียว วิธีออกแบบหลักการนี้ก็คือวิธีคิดแบบ big idea ในทางโฆษณานั่นเอง ทำให้สถาปนิกสามารถจินตนาการโครงสร้างที่เหมาะกับหน้าที่ใช้สอยตามโจทย์ และกำหนดหน้าที่ใช้สอยให้ลงตัวตามรูปแบบที่จินตนาการขึ้นมาพร้อมๆ กัน ทำให้ได้งานที่เด่นทั้ง form และ function พูดง่ายๆ คือ Form fuses with function หรือรูปแบบเชื่อมเป็นหนึ่งเดียวกับหน้าที่ใช้สอย หากเป็นนิยายจีนกำลังภายใน ก็คือกระบวนท่าเชื่อมเป็นหนึ่งเดียวกับใจ!

เมื่อนำหลักนี้มาใช้ในงานเขียน function ก็คือสาระของเรื่องที่จะเล่า form คือรูปแบบการเล่า หรือ presentation ก็จะได้งานเขียนที่เด่นทั้งรูปแบบและสาระ ผู้อ่านสามารถอิ่มกับสาระของเรื่องเต็มที่ขณะที่ตื่นตาตื่นใจกับการนำเสนอ ทำได้อย่างนี้ ผลงานก็จะพัฒนาขึ้นไปอีกขั้น ไปไกลกว่า ‘เรื่องที่ดี’

ผมใช้หลักการนี้ในการทำงานเขียนแนวทดลอง ส่วนจะสำเร็จดังใจหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง! เพราะการทำงานด้วยหลักคิดแบบนี้ นักเขียนต้องทำงานหนักขึ้นสิบเท่า พอกล่าวว่าในร้อยเรื่องที่เขียน อาจมีเพียงเรื่องเดียวที่สามารถบรรลุเป้าหมายของ ‘อิ่มกับสาระ ตื่นใจกับการนำเสนอ’


วินทร์ เลียววาริณ

www.winbookclub.com

28 มิถุนายน 2557
ส่งต่อให้เพื่อน :